thansettakij
thansettakij
พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แก้ปัญหาไทยฮับสายเขียวข้ามชาติ

พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แก้ปัญหาไทยฮับสายเขียวข้ามชาติ

08 ก.ค. 69 | 05:40 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 69 | 05:40 น.

ชี้ พ.ร.บ. กัญชาแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้ จี้รัฐดึงกลับเป็นยาเสพติดทันที เพื่อใช้อำนาจกฎหมายสกัดวงจรผลิตและลักลอบส่งออกตัดหน้าขบวนการสีเทา

KEY

POINTS

  • สถานการณ์สุญญากาศทางกฎหมายหลังปลดล็อกกัญชา ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายอาชญากรรมกัญชาข้ามชาติ
  • ร่าง พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ถูกมองว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายที่ล่าช้าและมีช่องโหว่ที่เอื้อต่อการใช้เพื่อสันทนาการ
  • กฎหมายปัจจุบันมีช่องโหว่ในการควบคุมการส่งออก ทำให้ขบวนการลักลอบขนส่งใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการได้โดยไม่ผิดกฎหมายในประเทศ
  • มีข้อเสนอให้นำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดก่อน เพื่อสกัดกั้นขบวนการข้ามชาติ แล้วจึงพิจารณากฎหมายควบคุมเฉพาะในระยะยาว

การทลายเครือข่ายลักลอบขนส่ง "กัญชาไทย" ล็อตใหญ่พร้อมๆ กันใน 3 ประเทศทั้งอินโดนีเซีย โปแลนด์ และฮ่องกง กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่วกกลับมาเขย่าเก้าอี้รัฐบาลและจุดชนวนความตึงเครียดเหนือนโยบาย "กัญชาเสรี" อีกครั้ง

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่ฉีกหน้ากากภาพลักษณ์ "กัญชาทางการแพทย์" ที่ส่งเสียงป่าวประกาศมาตลอด หากแต่ยังเผยให้เห็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัวว่า ประเทศไทยกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการกลายเป็น "ฮับปฏิบัติการของอาชญากรรมกัญชาข้ามชาติ" อย่างเต็มรูปแบบ

ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงกับช่องโหว่ กม.

เสียงสะท้อนจากภาคประชาชน นักวิชาการ และเครือข่ายแพทย์ต้านภัยยาเสพติด ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า วิกฤตการณ์นี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย ร่าง พ.ร.บ. กัญชา กัญชง เพียงอย่างเดียว เนื่องจากตัวบทกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่กำลังยื้อยุดกันในเกมการเมืองขณะนี้ ไม่ทันท่วงทีต่อการสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรม และยังมีช่องโหว่ทางเทคนิคที่เอื้อให้เกิดการใช้เพื่อสันทนาการในมุมกว้าง

เมื่อกางข้อเท็จจริงในแง่มุมของกฎหมายปัจจุบันออกดู จะพบความย้อนแย้งที่น่าตกใจ

ช่องโหว่การส่งออก: ปัจจุบัน "ช่อดอกกัญชา" ถูกควบคุมอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีอำนาจเพียง "ห้ามการจำหน่ายและส่งออกเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต" เท่านั้น กฎหมายฉบับนี้ไม่มีอำนาจหรือมาตราใดๆ ที่จะไปกลั่นกรองว่าดอกกัญชาที่ขออนุญาตถูกต้องนั้น จะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์จริงหรือไม่ในประเทศปลายทาง

ไทยปล่อยผ่าน ต่างประเทศจับกุม: ในมุมของศุลกากรและกฎหมายไทย ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้ทำผิดกฎหมายในประเทศตราบใดที่มีใบอนุญาตค้าหรือส่งออกสมุนไพรควบคุม แต่ที่เกิดการจับกุมอย่างครึกโครมในต่างแดน เป็นเพราะประเทศปลายทางเหล่านั้นยังคงสถานะกัญชาเป็น "ยาเสพติดร้ายแรง" คำกล่าวที่ว่า "ส่งออกไม่ได้" จึงเป็นเพียงการผลักภาระความจริงไปให้กฎหมายของประเทศอื่นทำหน้าที่จับกุมแทน

ความล้มเหลวในการจัดตั้งกลไกควบคุม นับตั้งแต่การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ได้สร้างสภาวะสุญญากาศที่ลากยาวมาจนปัจจุบัน วาทกรรมในอดีตอย่าง "ห้ามสูบในที่สาธารณะ" หรือ "ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี"

ประเทศไทยกำลังกลายเป็นแหล่งปฏิบัติการของอาชญากรรมกัญชาข้ามชาติ คือ ผลิต บรรจุ ครอบครอง เตรียมการลักลอบส่งออกดอกกัญชา

ในความเป็นจริงทำได้เพียงควบคุมเหตุรำคาญและห้ามการซื้อขายเชิงพาณิชย์แก่เด็ก แต่ไม่มีมาตรการลงโทษทางอาญาใดๆ ต่อตัวผู้เสพ ส่งผลให้ธุรกิจกัญชาสันทนาการเบ่งบานทั่วประเทศ และขยายตัวกลายพันธุ์เป็นโรงงานผลิต แปรรูป และบรรจุเพื่อรอส่งออกของกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ

เกมยื้อ พ.ร.บ. ในสภาฯ

ปัจจุบัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและพรรคภูมิใจไทยต่างกำลังเร่งเครื่องผลักดันร่าง พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ในฉบับของตนเอง แต่เครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการประเมินว่า วิธีการนี้เป็นเสมือน "การซื้อเวลา" และไม่มีทางแก้ปัญหาการเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติได้ทันท่วงที ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

1. ความล่าช้าของกระบวนการนิติบัญญัติ

การตรากฎหมายระดับ พ.ร.บ. ต้องผ่านการพิจารณาถึงสองสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ซึ่งต้องใช้เวลาถกเถียงในรายละเอียดนานเป็นปี ในระหว่างที่กฎหมายยังไม่คลอด สภาวะสุญญากาศและปฏิบัติการของขบวนการข้ามชาติจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไร้การควบคุม

2. สงครามเชิงหลักการที่ต่างกันสุดขั้ว

ร่างกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำเรื่อง "กัญชาทางการแพทย์" อย่างเข้มงวด แต่เมื่อหันไปมองร่างของพรรคภูมิใจไทย กลับพบการสอดแทรกกลไกที่เอื้อต่อสันทนาการอย่างชัดเจน เช่น การอนุญาตให้สูบกัญชาได้โดยควบคุมเพียงพื้นที่สาธารณะ และการให้อำนาจรัฐมนตรีในการ "กำหนดพื้นที่สูบกัญชา" (Smoking Zone) ซึ่งช่องโหว่นี้จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้กลุ่มทุนและธุรกิจวิ่งเข้าหาฝ่ายการเมืองเพื่อสัมปทานพื้นที่เสพ นำพาประเทศไทยไปสู่จุดที่ป่าเถื่อนยิ่งกว่าเดิม

การนำกัญชากลับไปอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติดในฐานะยาเสพติดให้โทษ จะสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะกฎหมายยาเสพติดให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการเอาผิดตั้งแต่ขั้น "ครอบครอง" และ "เตรียมการเพื่อส่งออก" ซึ่งจะทำให้ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงสามารถบุกทลายโรงงานบรรจุ หรือโกดังเก็บช่อดอกกัญชาของเครือข่ายต่างชาติได้ทันทีในเขตแดนไทย โดยไม่ต้องรอให้ของกลางเล็ดลอดไปโดนจับที่ท่าเรือปลายทางให้ขายหน้าในเวทีสากล

เมื่อควบคุมสถานการณ์วิกฤตได้แล้ว รัฐสภาจึงค่อยใช้เวลาที่มีอยู่อย่างรอบคอบในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กัญชา กัญชง เพื่อเปิดช่องให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อการรักษาพยาบาลจริงๆ สามารถเข้าถึงยาได้อย่างปลอดภัยและทั่วถึง พร้อมทั้งรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางสันทนาการหรือไม่