
กมธ.สาธารณสุขถกเครียดดึง ‘กัญชา’ กลับสู่ยาเสพติด สกัดช่องโหว่ขายเกลื่อน
กมธ.สาธารณสุขถกเครียดดึงกัญชากลับบัญชียาเสพติดสกัดช่องโหว่ขายเกลื่อนใกล้โรงเรียนก่อนดัน พ.ร.บ. คุมเข้มตัดวงจรผู้ป่วยจิตเวชพุ่งสูง
KEY
POINTS
- คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (กมธ.) ประชุมพิจารณานโยบายนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เพื่อแก้ปัญหาการขายอย่างแพร่หลายและปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
- เกิดความเห็นต่าง โดยฝ่ายแพทย์สนับสนุนให้นำกลับเป็นยาเสพติดก่อนเพื่อควบคุมผลกระทบ แต่ภาคประชาชนและผู้ประกอบการคัดค้านเพราะหวั่นกระทบเกษตรกร
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ กำลังเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับใหม่ เพื่อใช้ควบคุมแทนกฎหมายยาเสพติด โดยคาดว่าจะเสนอต่อ ครม. ในเดือนกรกฎาคม
- ประธาน กมธ. สั่งการให้รวบรวมรายชื่อร้านขายกัญชาที่ได้รับอนุญาตมาตรวจสอบ และพร้อมพิจารณาร่างกฎหมายจากภาคประชาชนเพื่อหาทางออกที่สมดุล
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมประชุม นโยบายนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด ท่ามกลางเสียงค้านจากเครือข่ายภาคประชาชนที่หวั่นกระทบเกษตรกรและผู้ประกอบการ ขณะที่แพทย์เตือนภัยสมองพังถาวรและตัวเลขจิตเวชพุ่ง ด้านกรมการแพทย์แผนไทยเร่งดันร่าง พ.ร.บ. คุมเข้มแทนการใช้กฎหมายยาเสพติด เตรียมชง ครม. กรกฎาคมนี้
การประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อพิจารณาศึกษานโยบายการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยมีนายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการฯ เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยตัวแทนจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติด เข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงเพื่อหาทางออกในการจัดระเบียบกัญชาที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม
กรมแพทย์แผนไทยฯ เร่งเข็น พ.ร.บ. ฉบับใหม่
นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงภารกิจของกรมในการควบคุมดูแลกัญชา ในฐานะสมุนไพรควบคุมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 โดยยอมรับว่ามีความกังวลนับตั้งแต่มีการเปิดกัญชาเสรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกกฎหมายควบคุม 3 ฉบับ เพื่อกำกับการศึกษาวิจัย การจำหน่าย การแปรรูป และการส่งออกให้สอดคล้องกับระเบียบระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯ ร่วมกับ อย. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ขึ้นมา ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวเคยถูกเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาแล้ว แต่เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อนจึงยังไม่ได้บรรจุเข้าวาระ
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันยังคงยืนยันที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. อีกครั้ง
ดันกัญชากลับเป็นยาเสพติดสกัดช่องโหว่ "ปลูกเอง-ขายเอง"
ด้านสส. เอกภพ สิทธิวรรณธนะ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข จากพรรคประชาชน ได้นำเสนอความเห็นที่น่าสนใจโดยระบุว่า ในระยะสั้นควรพิจารณานำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดให้โทษไปก่อน จนกว่าร่าง พ.ร.บ. กัญชาฯ จะมีความเรียบร้อย เนื่องจากปัจจุบันการปลูกกัญชาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมีการปลูกเองขายเองอย่างแพร่หลาย กลายเป็นช่องโหว่ของธุรกิจสีเทา ดังนั้นจึงควรมีการขึ้นทะเบียนต้นกัญชาให้เป็นระเบียบเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว
สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ ผู้แทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติด ที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการปลดกัญชาออกจากประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยระบุว่าแม้ปัจจุบันจะมีการประกาศให้สาร THC ที่มากกว่า 0.2% เป็นยาเสพติด
แต่ในภาคปฏิบัติกลับพบผลกระทบเป็นวงกว้าง การนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดก่อนแล้วค่อยออก พ.ร.บ. ควบคุมในภายหลังน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าแม้ช่อดอกกัญชาจะเป็นสมุนไพรควบคุม แต่ส่วนอื่นๆ ของต้นกัญชายังไม่มีความผิดหากมีการปลูก ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในการควบคุม
อย. ยันคุมเข้มมาตรฐานผลิตภัณฑ์-ใบอนุญาต
ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมในปัจจุบันว่า ยาสมุนไพรที่ใช้ป้องกันและรักษาโรคจะอยู่ภายใต้การกำดูแลของ อย. อย่างเข้มงวด โดยมีการออกใบอนุญาตใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. ใบอนุญาตสถานที่ผลิตหรือโรงงานแปรรูป 2. ใบอนุญาตการนำเข้า ซึ่งสั่งห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาดเว้นแต่จะเป็นหน่วยงานรัฐที่ได้รับอนุญาต และ 3. ใบอนุญาตการขายทั่วไปสำหรับร้านค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง
“อย.ได้ดำเนินการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกัญชาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่ามีมาตรฐานตรงตามที่ระบุในฉลาก รวมถึงการนำวัตถุดิบมาตรวจวิเคราะห์ค่าต่างๆ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ได้รับการตรวจสอบผ่านมาตรฐานทุกชิ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหายังคงอยู่ที่การควบคุมการจำหน่ายในรูปแบบที่ไม่ได้เข้าระบบอย่างถูกต้อง”
เสียงสะท้อนจากคนทำกัญชา “รีดไถ-ใบสั่งแพทย์ปลอม”
ขณะที่ภาคประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเครือข่ายอนาคตกัญชาไทย ได้สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่งว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายอยู่รอดได้ยากมากเนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันจากตลาดมืดและการลักลอบนำเข้า อีกทั้งยังมีปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการรีดไถใบอนุญาต "ทพ. 33" จากเจ้าหน้าที่บางกลุ่มเนื่องจากความไม่นิ่งของกฎหมาย,
นอกจากนี้ ยังพบประเด็นปัญหาเรื่อง "ใบสั่งแพทย์" ที่มีราคาสูงจนเกษตรกรเข้าไม่ถึง และมีการซื้อขายใบสั่งแพทย์ในสถานที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์อย่างผิดปกติ เครือข่ายอนาคตกัญชาไทยยืนยันว่ากัญชามีมูลค่าและการใช้งานที่หลากหลายเกินกว่าจะจำกัดแค่การแพทย์กระแสหลัก
เช่น การนำไปทำแกงต้มไก่ หรือใช้แช่ตัวรักษาสะเก็ดเงิน จึงไม่อยากให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด แต่ต้องการกฎหมายที่ยุติธรรม มีภาคประชาชนมีส่วนร่วม และไม่เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนใหญ่
ประธาน กมธ. สั่งเช็กบิลร้านกัญชา
นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการฯ ได้สรุปแนวทางการดำเนินงาน โดยสั่งการให้มีการรวบรวมรายชื่อร้านขายกัญชาที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด รวมถึงรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. เพื่อนำมาตรวจสอบความถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันสามารถเข้าถึงกัญชาได้ง่ายเกินไปเพียงแค่ค้นหาผ่าน Google
นอกจากนี้ ประธานกรรมาธิการฯ ยังเน้นยำให้มีการใส่ข้อกำหนดเรื่องระยะห่างจากสถานศึกษาไว้ในกฎหมาย และขอให้มีการสำรวจผลเสียรวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกัญชาอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ กรรมาธิการฯ ยินดีที่จะเปิดรับร่างกฎหมายจากภาคประชาชนเพื่อนำมาพิจารณาประกบกับร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการควบคุมที่สมดุลและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาทั้งระบบ
การจัดระเบียบกัญชาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สิทธิของเกษตรกร และความปลอดภัยทางสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอนาคตของเยาวชนไทยที่กำลังถูกคุกคามจากการเข้าถึงกัญชาที่ไร้การควบคุมอย่างเข้มงวดในปัจจุบัน







