
อาการ “ชา” ที่มือ ปลายเท้า บ่งบอกอาการป่วย ว่าเป็นโรคอะไร
อาการ “ชา” ที่มือหรือปลายมือปลายเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตำแหน่งของอาการชา ในแต่ละบริเวณ บ่งบอกอาการป่วย ว่าเป็นโรคอะไร
"อาการชา” ที่มือหรือปลายมือปลายเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การกดทับเส้นประสาทจากท่าทางหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคทางระบบประสาทและโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไต หรือภาวะขาดวิตามินบางชนิด
แม้อาการชาบางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการเกิดซ้ำบ่อย ชาเป็นบริเวณเดิมอย่างชัดเจน หรือมีอาการร่วม เช่น ปวด อ่อนแรง หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง
ตำแหน่งของอาการชา บอกอะไรได้บ้าง
ตำแหน่งที่เกิดอาการชาเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่า เส้นประสาทหรือระบบใดอาจมีความผิดปกติ รวมถึงช่วยกำหนดแนวทางการตรวจเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากอาการชาแต่ละบริเวณมักสัมพันธ์กับเส้นประสาทหรือโรคที่แตกต่างกัน
อาการชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง : มักสัมพันธ์กับภาวะเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้งานมือหรือข้อมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การพิมพ์งาน การใช้เมาส์ การทำอาหาร หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่อง
อาการชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง : อาจเกี่ยวข้องกับการกดทับเส้นประสาทอัลนาร์บริเวณข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome) โดยเฉพาะในผู้ที่งอข้อศอกเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมเท้าแขนบ่อย ๆ การปรับท่าทางในชีวิตประจำวันอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการในระยะเริ่มต้นได้
อาการชาบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ : อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของเส้นประสาทเรเดียล (Radial Nerve) ซึ่งอาจเกิดจากแรงกดทับบริเวณต้นแขน มักพบในผู้ที่อยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมวางแขนพาดพนักเก้าอี้ต่อเนื่อง
อาการชาจากการถือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน : การถือโทรศัพท์มือถือในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจเพิ่มแรงกดต่อเส้นประสาทบริเวณข้อศอกหรือข้อมือ จนทำให้เกิดอาการชาหรือปวดร้าวบริเวณนิ้วก้อยและนิ้วนางได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
อาการชาปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง (Stocking-Glove Pattern) : พบได้ในโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ภาวะขาดวิตามินบางชนิด หรือผลข้างเคียงจากยาบางประเภท โดยเฉพาะยาเคมีบำบัด
มือชาเกิดจากอะไร
นอกจากการกดทับเส้นประสาทเฉพาะจุด อาการชาที่มือและเท้าอาจสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย ได้แก่
- โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus): ระดับน้ำตาลในเลือดที่ควบคุมไม่ได้ในระยะยาวทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ เรียกว่า Diabetic Peripheral Neuropathy
- โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease): ของเสียสะสมในเลือดส่งผลเสียต่อการทำงานของเส้นประสาท
- โรคเลือดบางชนิด: เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามิน B12 ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาท
- โรคต่อมไทรอยด์: ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism) สามารถทำให้เกิดอาการชาได้จากกลไกที่ซับซ้อนหลายประการ
การตรวจวินิจฉัยอาการมือชา
การประเมินผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ครอบคลุมและการวางแผนการรักษาที่ตรงกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละบุคคล
- การตรวจความเร็วการนำสัญญาณประสาท (Nerve Conduction Velocity: NCV)
- การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography: EMG)
อาการชาแบบไหน ควรรีบพบแพทย์
- อาการชาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ หรือเกิดซ้ำบ่อย
- อาการชาร่วมกับอาการอ่อนแรงหรือกล้ามเนื้อลีบ
- มีอาการปวดร้าวร่วมกับอาการชา
- อาการชาร่วมกับการเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต หรือโรคระบบประสาทที่มีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้น
- ปรับท่าทางการนั่งและการใช้งานมือเพื่อลดแรงกดที่เส้นประสาท
- หลีกเลี่ยงการวางแขนพาดในมุมที่กดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน
- พักการใช้งานมือในกรณีที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ในท่าเดิมต่อเนื่อง
- รับประทานอาหารให้ครับ 5 หมู่และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รับการรับรองจากทางองค์การอาหารและยา
ที่มา : โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล







