
‘พาราไดซ์ พาร์ค’ ปั้นโมเดลสุขภาพ เติมแม็กเน็ตตอกยํ้า Health & Wellness Destination
พาราไดซ์ พาร์ค เดินหน้ายุทธศาสตร์ “Human Centric” พลิกโฉมสู่การเป็น Health & Wellness Destination ปั้น “Ultimate Longevity Hub” รองรับสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบในอนาคต
KEY
POINTS
- พาราไดซ์ พาร์ค ปรับยุทธศาสตร์สู่การเป็น “Health & Wellness Destination” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีชีวิตยืนยาว (Longevity)
- ชู 6 เสาหลักด้านสุขภาพครบวงจร โดยมีพันธมิตรสำคัญกว่า 50 แห่ง เช่น รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ, ศูนย์ฟอกไต, คลินิกชะลอวัย และร้านอาหารเพื่อสุขภาพ
- หลังปรับโฉม 1 ปี ได้รับผลตอบรับดี สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าคุณภาพกำลังซื้อสูง และขยายฐานไปยังกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
- วางแผนเติมเต็มพื้นที่โซนสุขภาพให้ครบ 100% ภายในสิ้นปี โดยเตรียมดึงบริการด้าน "การนอนหลับ" และขยายโซนอาหารเพื่อสุขภาพเป็นแม็กเน็ตใหม่
การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับ “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” (Active Prevention) มากกว่าการรอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ภาคธุรกิจรีเทลต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ในเครือเอ็ม บี เค (MBK) คือหนึ่งในผู้เล่นที่ขยับตัวชัดเจนที่สุดด้วยการประกาศจุดยืนเป็น “Health & Wellness Destination” ใจกลางกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์เทรนด์ Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
1 ปีหลังปรับโฉม ทราฟฟิกพุ่ง-พาร์ทเนอร์แกร่ง
นางสาวพุทธชาด ศรีนิศากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังพาราไดซ์ พาร์ค ปรับตัวเข้าสู่โมเดลสุขภาพ ภายใต้เป้าหมายการก้าวสู่ Health & Wellness Destination พบว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผลตอบรับอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ทั้งในแง่ของการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการและกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเฉพาะพาร์ทเนอร์ในกลุ่ม Health & Wellness ที่มีความเข้มแข็งและยังไม่มีรายใดถอนตัวออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในโมเดลธุรกิจนี้
แม้ว่าปริมาณทราฟฟิกจากกลุ่มสุขภาพอาจไม่ได้หนาแน่นเท่ากับกลุ่มสินค้าทั่วไปในเชิงปริมาณ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง โดยพาราไดซ์ พาร์ค วางตำแหน่งตัวเองเป็น “สถานีสุขภาพดี” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเข้ามารับบริการทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดกิจกรรมและองค์ประกอบของศูนย์การค้าทั้งหมดที่ช่วยดึงดูดกลุ่มคนที่มีฐานะเข้ามาใช้บริการ
จาก Retail Centric สู่ Human Centric
ทิศทางในอนาคตของพาราไดซ์ พาร์ค คือการก้าวข้ามการเป็นเพียงศูนย์การค้าทั่วไปที่เน้นเฉพาะการขายสินค้า (Retail Centric) ไปสู่การเป็นศูนย์กลางที่ยึดเอาความต้องการของมนุษย์เป็นที่ตั้ง (Human Centric) โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง “Wellbeing” หรือสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้คนในทุกตารางเมตรของพื้นที่ ซึ่งการคัดเลือกผู้เช่า (Tenant) หลังจากนี้จะถูกพิจารณาอย่างละเอียดว่าต้องสามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของมนุษย์ได้ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์
“เป้าหมาย Health & Wellness Destination คือ DNA ของพาราไดซ์ พาร์ค มาตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจปรับโฉม โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาวะ (Wellness Infrastructure) ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทุกวัย ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยสูงอายุ เพื่อก้าวไปสู่การเป็น “Ultimate Longevity Hub” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด (Super Aging Society) ที่คาดว่าไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 30% ในอนาคต”
กางแผน 6 เสาหลัก: เติมเต็ม Ecosystem
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นสถานีสุขภาพดี “พาราไดซ์ พาร์ค” ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรด้านสุขภาพกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมบริการ 6 ด้านสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนการดูแลตัวเองให้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้จริง ได้แก่
1. การเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพ: จุดเด่นที่สุดคือ “รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ @ พาราไดซ์ พาร์ค” ซึ่งช่วยลดความแออัดจากโรงพยาบาลส่วนกลางและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมี “ศูนย์ฟอกไต พาราไดซ์” ซึ่งถือเป็นศูนย์ฟอกไตในศูนย์การค้าแห่งแรกของไทย ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายและเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นในห้างได้ง่าย รวมถึงคลินิกด้านการได้ยิน (Dear Hearing) และสุขภาพใจ (พิชญญานิน คลินิก)
2. การดูแลเชิงป้องกันและฟื้นฟูเชิงลึก: มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีชะลอวัย (Anti-aging) และนวัตกรรมเวลเนสเพื่อวิเคราะห์ร่างกายรายบุคคล เช่น Aestheta Wellness, S’RENE by SLC และ Apex Wellness เพื่อจัดการความเสื่อมของร่างกายก่อนเกิดโรค
3. การฟื้นฟูร่างกายและการเคลื่อนไหว: มีบริการด้านกายภาพบำบัดครบวงจร เช่น Rehabz By Chersery Home และโสฬสคลินิก รวมถึงพื้นที่ออกกำลังกายอย่าง BB Fitness ที่มีทั้งฟิตเนส พิลาทิส และซุมบ้า
4. ศาสตร์ทางเลือก: ผสมผสานศาสตร์การรักษาแบบธรรมชาติบำบัด (Wellness Care) ศาสตร์แพทย์แผนจีน (Shunyi Clinic) และตลาดสมุนไพรพรีเมียม เพื่อปรับสมดุลร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ
5. โภชนาการเพื่อคุณภาพชีวิต: การคัดสรรร้านค้าเพื่อสุขภาพ เช่น Lemon Farm, ร้านสบายใจ และร้านใบเมี่ยง ที่ตอบโจทย์ทั้งสายวีแกน คีโต และ Plant-based เพื่อส่งเสริมการ “กินดี” ในทุกวัน
6. คอมมูนิตี้ทุกเจเนอเรชัน: สร้างพื้นที่ปฏิสัมพันธ์สังคมผ่านกิจกรรม เช่น “ยังไหว คลับ” (Young Wai Club) สำหรับผู้สูงอายุ และการแข่งขันกิจกรรมทักษะสำหรับเยาวชน เพื่อสร้างความสุขแบบองค์รวม
นางสาวพุทธชาด กล่าวอีกว่า จากข้อมูลตลอด 1 ปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มลูกค้าที่สนใจเรื่องเวลเนสไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้สูงอายุ (Silver Age) เท่านั้น ปัจจุบันพบกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพมากขึ้นและมีความตระหนักในการดูแลตัวเอง (Conscious) ในระดับสูง ทำให้ฐานลูกค้าของพาราไดซ์ พาร์ค ขยายกว้างขึ้นกว่าเดิม
เติมเต็มพื้นที่ พร้อมแม็กเน็ตใหม่
ปัจจุบันสัดส่วนร้านค้าด้าน Health & Wellness ของทั้งศูนย์การค้าอยู่ที่ประมาณ 30-35% โดยเฉพาะพื้นที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นโซนหลักด้านสุขภาพนั้น ยังมีพื้นที่ว่างเหลืออีก 20-30%, ซึ่งพาราไดซ์ พาร์ค ตั้งเป้าที่จะปิดดีลและเติมเต็มพื้นที่ส่วนนี้ให้ครบ 100% ภายในสิ้นปีนี้
หนึ่งในแม็กเน็ตสำคัญที่กำลังเร่งเจรจาคือ กลุ่มบริการด้าน “การนอนหลับ” เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ของคนเมืองยุคปัจจุบัน จึงเห็นโอกาสในศาสตร์ของการบำบัดอาการนอนไม่หลับโดยไม่ใช้ยา แต่ใช้เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมเข้ามาช่วย เช่น การจัดการแสงสีฟ้า (Blue Light) และฮอร์โมน นอกจากนี้ยังเตรียมขยายโซนอาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบออปชั่นที่หลากหลายมากขึ้น เช่น กลุ่มโลว์คาร์บและคีโต เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการคัดเลือกผู้เช่าที่ต้องมีมาตรฐานสูงและเข้ากับระบบของศูนย์การค้า เนื่องจากผู้ประกอบการด้านสุขภาพแบบเฉพาะทางหลายรายยังเป็นกลุ่ม SME ขนาดเล็กหรือโฮมเมด ซึ่งศูนย์กำลังพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยสนับสนุนให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ได้อย่างยั่งยืน
กำลังซื้อกรุงเทพฯ ตะวันออกแกร่ง
แม้ปัจจัยลบจากสงครามและราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ แต่สำหรับพาราไดซ์ พาร์คยังไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรงเนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลประมาณ 3,000 บาทคงเดิม เพื่อรับมือกับความผันผวนในช่วงครึ่งปีหลัง พาราไดซ์ พาร์ค เตรียมแผนอัดฉีดโปรโมชั่นและกิจกรรมการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าโมเดล Health & Wellness จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ เนื่องจากเป็นบริการที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิตและเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความภักดีสูง (Loyalty)
อย่างไรก็ดี “พาราไดซ์ พาร์ค” ภายใต้การนำของ MBK กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ศูนย์การค้าในอนาคตจะไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับการซื้อของ แต่ต้องเป็นสถานที่ที่มอบคุณค่าให้แก่ชีวิต การมุ่งสู่ความเป็น “Ultimate Longevity Hub” ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาในการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค แต่ด้วยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ทำให้วันนี้พาราไดซ์ พาร์ค ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาด Health & Wellness รีเทลอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมรองรับการเติบโตของสังคมคุณภาพในอนาคตอย่างแท้จริง







