
เจาะอินไซต์ Thailand Pharmacy Outlook ร้านขายยา 8.1 หมื่นล้าน
เปิดรายงาน Thailand Pharmacy Outlook ตลาดร้านขายยาไทย 8.1 หมื่นล้านบาท ทรานส์ฟอร์มสู่ "Healthcare Access Point" รับเทรนด์รักษาสุขภาพเชิงรุกและการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
KEY
POINTS
- ตลาดร้านขายยามีมูลค่า 8.1 หมื่นล้านบาท และกำลังเปลี่ยนบทบาทจากแค่การขายยาไปสู่การเป็น "จุดเชื่อมต่อบริการสุขภาพ" (Healthcare Access Point) ที่ใกล้ชิดประชาชน
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปใน 2 ทิศทางหลัก: หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Self-Care) ทำให้สินค้ากลุ่มอาหารเสริมโต 12% และเน้นความคุ้มค่า (Value Pragmatism) จากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ยาชื่อสามัญได้รับความนิยมมากขึ้น
- ภาวะเศรษฐกิจทำให้ยอดขายสาขาเดิมโดยรวมลดลง 11.2% แต่ผลกระทบไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ ทำให้กลยุทธ์แบบ "One Size Fits All" ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในแต่ละท้องถิ่น
- ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในระยะยาวคือ Telemedicine ที่จะเชื่อมต่อบริการออนไลน์และออฟไลน์ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Super-aged Society) ที่จะเพิ่มความต้องการยาและบริการดูแลสุขภาพ
รายงาน Thailand Pharmacy Outlook 2025 แสดงให้เห็นว่ามูลค่าตลาดร้านขายยาของไทยพุ่งสูงถึง 8.1 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมทั้งกลุ่มยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายในร้าน การขยายตัวของมูลค่าตลาดนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการที่ร้านขายยาทั่วประเทศกำลังก้าวข้ามบทบาทแบบเดิม จาก "ช่องทางจำหน่ายยา" ไปสู่การเป็น "Healthcare Access Point" หรือจุดเชื่อมต่อบริการสุขภาพที่สำคัญและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดในระบบสาธารณสุขยุคใหม่
เทรนด์ Self-Care ดันตลาดสุขภาพเชิงป้องกันโต 12%
รายงานฉบับนี้ระบุว่า แม้กลุ่มยาอันตราย (Dangerous Drugs) จะยังคงครองสัดส่วนตลาดที่สูงที่สุดเนื่องจากความจำเป็นในการรักษาโรค แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นและมีศักยภาพสูงในระยะยาวกลับกลายเป็น "กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเชิงป้องกัน"
ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการตั้งรับเพื่อรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วย (Reactive Care) ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุกเพื่อป้องกันโรค (Proactive Care) หรือเทรนด์ Self-care ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน ผลิตภัณฑ์ความงาม และโภชนาการฟังก์ชันนอล (Functional Nutrition) มีมูลค่าตลาดรวมกันแตะระดับ 11,300 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 12% จากปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลให้กำลังซื้อในภาพรวมเผชิญข้อจำกัด จนเกิดปรากฏการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคแบบ Value Pragmatism หรือการเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก
ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้ความต้องการยาสามัญ (Generic Drugs) ยาที่ผลิตในประเทศ และการจัดชุดสินค้า (Bundling) เพื่อความประหยัด ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้บริโภคระดับฐานรากไปจนถึงชนชั้นกลาง
พิษกำลังซื้อ-ต่างจังหวัดฉุดยอดขายลดลง 11.2%
เมื่อเข้าสู่ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ภาพรวมของอุตสาหกรรมร้านขายยาเริ่มได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและการฟื้นตัวที่ล่าช้า ข้อมูลจากเครือข่ายร้านขายยาทั่วประเทศของ Arincare ชี้ชัดว่า ยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales) เฉลี่ยทั่วประเทศปรับตัวลดลงประมาณ 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคที่ตึงตัวขึ้นจากปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ดาต้าอินไซต์ระบุว่า สภาพตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวแย่ลงไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด พื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหนุนหลังยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
ปิดฉากกลยุทธ์ "One Size Fits All"
ในปี 2569 คือความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคในระดับจังหวัดและพื้นที่ย่อย (Micro-market) ที่มีความชัดเจนและแยกส่วนกันอย่างรุนแรง แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันก็ตาม ข้อมูลเชิงลึกของ Arincare พบว่า ในขณะที่บางจังหวัดของภาคใต้ขยายตัวได้อย่างโดดเด่นจากเม็ดเงินท่องเที่ยว แต่บางพื้นที่ในภูมิภาคเดียวกันกลับมียอดขายสาขาเดิมลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ข้อสรุปสำคัญของสถานการณ์นี้คือ กลยุทธ์แบบ "One Size Fits All" หรือการใช้แนวคิดเดียวบริหารจัดการร้านค้าในทุกทำเลไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปในธุรกิจร้านขายยาปลีกยุคปัจจุบัน
การตัดสินใจทางธุรกิจของผู้ประกอบการและผู้บริหารค่ายยาในวันนี้ จำเป็นต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงพื้นที่ (Localized Data) และความเข้าใจพฤติกรรมเชิงลึกของประชากรในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง จึงจะสามารถบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory) และวางกลยุทธ์ราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงได้
Telemedicine - Super-aged Society พลังขับเคลื่อน
ในระยะยาว รายงานยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยบวกและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่จะเข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของตลาด ได้แก่:
การเปิดกว้างด้านข้อกฎหมายสำหรับ Telemedicine: รวมถึงบริการสุขภาพออนไลน์ที่จะช่วยทลายข้อจำกัดเชิงพื้นที่ เกิดการเชื่อมต่อการรักษาพยาบาลและการจ่ายยาจากโลกออนไลน์สู่ออฟไลน์ (Online-to-Offline: O2O) แบบไร้รอยต่อ
การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ (Super-aged Society): ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลต่อความต้องการยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกลุ่มบริการดูแลสุขภาพระยะยาว (Long-term Care)
"บิ๊กดาต้า" โครงสร้างพื้นฐานใหม่
จากการที่อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัล ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจร้านขายยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยดั้งเดิมอย่าง "ตัวสินค้าและสงครามราคา" อีกต่อไป แต่จะตัดสินกันที่ความสามารถในการบริหารและนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Data-Driven Decision Making) จากเดิมที่ร้านยาต่าง ๆ มักพึ่งพาเพียงประสบการณ์หรือข้อมูลภายในร้านของตนเอง
นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรินแคร์ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา Arincare ได้เติบโตเคียงคู่กับอุตสาหกรรมร้านขายยาไทย และมีเครือข่ายร้านขายยาลงทะเบียนมากกว่า 6,000 แห่ง พร้อมเภสัชกรในระบบมากกว่า 1.2 หมื่นคนทั่วประเทศ ข้อมูลธุรกรรมและอินไซต์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนของร้านใดร้านหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมของประเทศ
"เมื่อระบบนิเวศการดูแลสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) มีขนาดใหญ่ขึ้น คุณค่าที่เกิดขึ้นทั้งซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี เกิดจากการเชื่อมโยงข้อมูล ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตยา โรงพยาบาล และผู้เล่นทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพ เชื่อมั่นว่าฐานข้อมูลเชิงลึกและระบบเครือข่ายดิจิทัลเหล่านี้ จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Core Infrastructure) ในการขับเคลื่อนและยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนในอนาคต"







