thansettakij
thansettakij
วตท.37 ชู “Silver Bridge Platform” ดันตลาดทุน ปลุกเศรษฐกิจสูงวัย

วตท.37 ชู “Silver Bridge Platform” ดันตลาดทุน ปลุกเศรษฐกิจสูงวัย

18 มิ.ย. 69 | 09:39 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มิ.ย. 69 | 09:41 น.

วตท.37 เสนอ “Silver Bridge Platform” ปฏิรูปตลาดทุน บำนาญ และภาษี รับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดปี 2576 พลิกภาระผู้สูงอายุสู่การลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุค Silver Economy

KEY

POINTS

  • นักศึกษา วตท. รุ่นที่ 37 เสนอแนวคิด “Silver Bridge Platform” เพื่อใช้กลไกตลาดทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำหรับสังคมสูงวัย (Silver Economy) รับมือวิกฤตประชากร
  • ข้อเสนอหลักคือการสร้าง “อนุกรมวิธานเศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานส่งเสริมการลงทุนใน 3 ด้าน คือ สุขภาพ, ที่อยู่อาศัย และความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงวัย
  • เสนอให้ปฏิรูปตลาดทุนโดยใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ (Silver Finance) ควบคู่กับการปฏิรูปภาษีและกองทุนบำนาญ เพื่อเปลี่ยนภาระสวัสดิการเป็นการลงทุนของภาคเอกชน

นักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 37 เสนอพิมพ์เขียว “Silver Bridge Platform” ปฏิรูปตลาดทุน-ภาษี-กองทุนบำนาญ รับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดปี 2576 หวังเปลี่ยนวิกฤติประชากรเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมเตือนโมเดลสวัสดิการแบบเดิมไปต่อไม่ได้ภายใต้โจทย์ “แก่ก่อนรวย”

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตัวแทนคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วตท. รุ่นที่ 37 ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการหัวข้อ “Silver Bridge Platform” ว่าด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัยของไทยผ่านกลไกตลาดทุน ในวาระพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของตลาดทุนร่วมให้ข้อคิดเห็น

ประกอบด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โจทย์ “แก่ก่อนรวย” บีบพื้นที่การคลังรัฐ

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ตั้งต้นจากข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยกำลังเร่งเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) ภายในปี 2576 จากอัตราเจริญพันธุ์ที่ดิ่งลงเหลือ 1.21 และอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงจาก 3.6 คนในปี 2563 เหลือเพียง 1.8 คนในปี 2583

จุดที่ต่างจากชาติตะวันตกคือไทยเผชิญภาวะ “แก่ก่อนรวย” ที่จำกัดขีดความสามารถทางการคลังในการแบกต้นทุนสาธารณสุขและบำนาญ ขณะที่ “ช่องว่างปีที่เจ็บป่วย” (Morbidity Gap) จากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กำลังกดดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

คณะผู้จัดทำจึงเสนอให้เปลี่ยนกรอบคิดใหม่ จากโมเดลสวัสดิการแบบพึ่งรายได้ปัจจุบัน (Pay-As-You-Go) ที่ไปต่อไม่ไหว มาสู่การจัดวางสังคมสูงวัยให้เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ของการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยเป้าหมายปลายทางคือการเปลี่ยนภาระจาก “หนี้สาธารณะ” ไปเป็น “การลงทุนภาคเอกชนที่สร้างผลตอบแทน”

วาง “อนุกรมวิธานเศรษฐกิจสีเงิน” 3 เสาหลัก

หัวใจของข้อเสนอคือการจัดทำ “อนุกรมวิธานเศรษฐกิจสีเงินของประเทศไทย” (Thailand Silver Economy Taxonomy) ดัดแปลงจากมาตรฐานธนาคารโลกและ IFC ใช้เกณฑ์คัดกรองทางเทคนิคที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างเกินจริง (Silver-washing) และจัดกลุ่มกิจกรรมเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่

เสาแรก โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น การแพทย์ทางไกลสำหรับผู้สูงอายุ คลินิก ICOPE และศูนย์ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม โดยตั้งเป้าลดวันนอนโรงพยาบาลรัฐแบบวัดผลได้

เสาที่สอง การบูรณาการที่อยู่อาศัยและการเดินทาง ทั้งชุมชนดูแลต่อเนื่อง (CCRCs) ระบบเดินทางอัจฉริยะ และการปรับปรุงบ้านตามหลักออกแบบเพื่อมวลชนเพื่อลดอุบัติเหตุการล้ม

เสาที่สาม ความยืดหยุ่นทางการเงินและผลิตภาพแรงงานสูงวัย ตั้งแต่แพลตฟอร์มรีสกิล หุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน ไปจนถึงสินเชื่อบ้านแลกเงิน (Reverse Mortgage) และบำนาญรายย่อย

เปิดเครื่องมือ “Silver Finance” ระดมทุนข้ามทศวรรษ

ด้านการปฏิรูปตลาดทุน คณะผู้จัดทำชี้ว่าการระดมทุนแบบเดิมไม่ยั่งยืนเชิงคณิตศาสตร์ จึงต้องเปลี่ยนจากการออมเพื่อเกษียณแบบตั้งรับ ไปสู่ “การเงินเพื่อการมีอายุยืนเชิงรุก” ผ่านชุดเครื่องมือ อาทิ Healthcare & Senior Living REITs สำหรับโครงการ CCRCs ขนาดใหญ่, Micro-REITs ที่ลดเกณฑ์มูลค่าสินทรัพย์เหลือ 200-500 ล้านบาท เพื่อแปลงคลินิกชุมชนเป็นหลักทรัพย์, การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (ABS), การออกโทเคนดิจิทัลที่มีอสังหาฯ หนุนหลัง (RWA Tokenization) รวมถึงตราสารหนี้เพื่อสังคมที่ผูกดอกเบี้ยกับ KPI และพันธบัตรเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม (SIBs)

นอกจากนี้ยังเสนอนวัตกรรมเชิงสถาบัน ทั้งโมเดลแยกโครงสร้างทรัพย์สินกับการดำเนินงาน (PropCo/OpCo) การใช้ที่ดินเป็นทุน (Land-as-Equity) สถาปัตยกรรมกำกับดูแลแบบ “นิติบุคคลคู่” ที่ให้มูลนิธิผู้พิทักษ์พันธกิจถือ Golden Shares คู่กับบริษัทเชิงพาณิชย์ และการเปิด “Silver Sandbox” ให้ ธปท. ทดสอบบริการการเงินรูปแบบใหม่ รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระดับมหภาคอย่างพันธบัตรประกันความเสี่ยงอายุยืน (Longevity Bonds)

ปลดล็อกบำนาญ-ยกเครื่องภาษีทั้งระบบ

ข้อเสนอยังกำหนดให้ทุนสถาบันขนาดใหญ่ ทั้ง กบข. สปส. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทยอยจัดสรรเงินจากพันธบัตรผลตอบแทนต่ำ มาสู่สินทรัพย์ที่สอดคล้องกับอนุกรมวิธาน เพื่อสร้าง “ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการมีอายุยืน” แบบวงจรปิด พร้อมจัดตั้งกองทุนร่วมทุนภาครัฐ-เอกชน (Silver Fund) โดยรัฐทำหน้าที่รับความเสี่ยงลำดับแรก (First-loss) เพื่อดึงทุนบำนาญและทุนต่างชาติเข้าร่วม

ฝั่งการคลัง เสนอยกเครื่องภาษีหลายมาตรการ ทั้งการชะลอเก็บภาษีธุรกรรมเมื่อโอนที่ดินเข้า SPV ที่รับรอง, การหักลดหย่อนค่าปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงวัยสูงสุด 100,000 บาท, การหักภาษี 200% สำหรับการคงจ้างแรงงานสูงวัย, สิทธิ BOI สำหรับ “Silver DeepTech” และการยกเว้นภาษีกำไรจากการขายหุ้นสตาร์ทอัพในเศรษฐกิจสีเงิน ควบคู่กับการกระจายฐานภาษีไปสู่การบริโภคและ “ภาษีบาป” ที่กันรายได้เข้าระบบบริการปฐมภูมิโดยตรง

ทั้งนี้ คณะผู้จัดทำเสนอให้เริ่มจาก “ผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็ว” ภายใน 12 เดือนแรก เช่น การดูแลที่บ้าน การปรับปรุงบ้าน และการยืดอายุเกษียณแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมเน้นย้ำให้รัฐวางบทบาทเป็น “ผู้ดูดซับความเสี่ยง” และจำกัดการอุดหนุนไว้เฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยปล่อยให้กลุ่มเวลเนสและสมาร์ทโฮมระดับไฮเอนด์เป็นหน้าที่ของตลาดเอกชนเต็มรูปแบบ.