
ย้อนรอย 4 ปี ‘กัญชาเสรี’ ผู้ป่วยเพิ่ม-โรคจิตพุ่ง 6.5 เท่า
4 ปี เส้นทางปลดล็อก “กัญชา” สู่เสรีภาพ ไทยเผชิญวิกฤตด้านสุขภาพ-สังคม ผู้ป่วยพิษจากกัญชา เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า เสพติดกัญชา 6.5 เท่า โรคจิต 6.5 เท่า
KEY
POINTS
- นโยบายกัญชาเสรีส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยจากพิษกัญชา ผู้ป่วยเสพติด และผู้ป่วยโรคจิตที่เกิดจากการใช้กัญชาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 3.5-6.5 เท่า
- วิกฤตการณ์เกิดจากการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยไม่มีกฎหมายควบคุมที่รัดกุมรองรับ ทำให้เกิดช่องว่างในการนำไปใช้เพื่อสันทนาการอย่างกว้างขวาง
- เครือข่ายแพทย์และภาคประชาชนเสนอให้นำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดอีกครั้ง และออกกฎกระทรวงเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์โดยเฉพาะ
นับตั้งแต่ 9 มิถุนายน 2565 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค "กัญชาเสรี" จากการปลดล็อกพืชกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ก่อนที่จะเกิดข้อโต้แย้งจนนำไปสู่การออกกฎกระทรวงภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด อนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะสารสกัดจากพืชกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 เมษายน 2569
ส่งผลให้สารสกัดจากกัญชา กัญชง ที่มีระดับ THC มากกว่า 0.2% ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ ที่ถูกควบคุมโดยประมวลกฎหมายยาเสพติด สามารถถูกขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จะหน่าย และมีไว้ในครอบครองได้ หากนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้ ทว่าตลอดระยะเวลา 4 ปี มีข้อมูลเชิงประจักษ์สะท้อนภาพวิกฤตสุขภาพที่น่ากังวลและยังส่งผลในระยะยาว
เร่งปรับแก้กฎหมาย นำกัญชากลับเป็นยาเสพติด
นโยบายล่าสุดของรัฐบาล และข้อเสนอสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไขทิศทางนโยบายกัญชาให้ถูกต้องและปลอดภัยต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง 4 ปีของการเปลี่ยนแปลงนโยบายพืชกัญชาในประเทศไทย จากพืชที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรง สู่การเป็นพืชที่ถูก "ปลดล็อก" ให้สามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวางภายใต้นโยบายกัญชาเสรี
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เสียงสะท้อนจากข้อมูลทางสถิติและผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจริง กำลังกลายเป็นคำถามตัวโตถึงความคุ้มค่าและทิศทางในอนาคตที่กระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน
จุดเริ่มต้นและช่องโหว่ทางกฎหมาย ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่กัญชาถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสันทนาการได้อย่างกว้างขวาง โดยปราศจากกฎหมายยาเสพติดที่มีประสิทธิภาพในการควบคุม
เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด ได้วิเคราะห์ว่าการดำเนินนโยบายในครั้งนั้นถือเป็น "ความผิดพลาด" เนื่องจากเป็นการปลดกัญชาออกจากการควบคุมโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอรองรับ และไม่ได้ทำตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ส. เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 ที่กำหนดให้ควรมี พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ออกมาควบคุมก่อนการปลดล็อก
วิกฤตสุขภาพ: ตัวเลขที่ไม่เคยโกหก
ข้อมูลเชิงประจักษ์จากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสะพรึงกลัวของการเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้กัญชา สถิติผู้ป่วยใน (In-patient) ที่มารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขสะท้อนให้เห็นภาพความจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทย ดังนี้:
1.อาการพิษจากกัญชา (Cannabis Poisoning): กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ ตื่นตระหนก หรือหวาดระแวง เพิ่มสูงขึ้นถึง 3.5 เท่า จากเดิมที่มีผู้ป่วยเฉลี่ยเพียง 30-40 รายต่อเดือน ก่อนการปลดล็อก พุ่งสูงขึ้นเป็นค่าเฉลี่ย 115 รายต่อเดือนในช่วงปีแรกหลังนโยบายกัญชาเสรี
แม้ในช่วงปีที่ 2 และ 3 ตัวเลขจะเริ่มลดลงเหลือเฉลี่ย 83 และ 60 รายต่อเดือนตามลำดับ แต่แหล่งข้อมูลระบุว่าการลดลงนี้เกิดจาก "ความระมัดระวัง" ของประชาชนในการบริโภคอาหารผสมกัญชาเอง ไม่ได้เกิดจากมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐ
2.โรคเสพติดกัญชา (Cannabis Dependence): นี่คือประเด็นที่น่ากังวลที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะจำนวนผู้ป่วยที่เสพติดกัญชาจนต้องเข้ารับการรักษา (รหัส F12.2) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 6.5 เท่า โดยเพิ่มจากเฉลี่ย 130 รายต่อเดือน พุ่งสูงไปกว่า 830 รายต่อเดือน ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีประชากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ใช้กัญชาอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถเลิกเองได้ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตตามปกติ
3.โรคจิตจากการใช้กัญชา (Cannabis-Induced Psychosis): ผลกระทบต่อสุขภาพจิตมีความรุนแรงไม่แพ้กัน จำนวนผู้ป่วยโรคจิตที่มีกัญชาเป็นเหตุ (รหัส F12.5) พุ่งสูงขึ้น 6.5 เท่าเช่นเดียวกัน จากเดิมที่มีผู้ป่วยเฉลี่ย 85 รายต่อเดือน เพิ่มเป็นค่าเฉลี่ยถึง 556 รายต่อเดือน ตัวเลขนี้เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนว่าการเข้าถึงกัญชาอย่างเสรีนำไปสู่ภาวะวิกลจริตที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทย
2 ปีหลังปลดล็อกผู้ป่วยกัญชาพุ่ง
นอกจากกระทบต่อคนไทยแล้ว นโยบายนี้ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ข้อมูลจากโรงพยาบาลในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก พบว่า จากเดิมที่ผู้ป่วยเกี่ยวข้องกับการใช้กัญชาเพิ่มจาก 0 ราย/เดือน เพิ่มเป็นประมาณ 90 ราย/เดือนในช่วง 2 ปีหลังปลดล็อก ที่น่าตกใจคือ 80% ของผู้ป่วยเหล่านี้คือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามความเห็นของผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่
มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กับการปลดล็อกกัญชาเสรี ล่าสุดการออกกฎกระทรวงขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด "กัญชาทางการแพทย์สู่เศรษฐกิจสุขภาพ" มีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 เมษายน 2569 เพื่ออนุญาตให้สารสกัดจากกัญชาหรือกัญชงที่มี THC มากกว่า 0.2% สามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้ ความชัดเจนคืออะไร
"ความย้อนแย้ง" ของการบริหารงาน หากกระทรวงสาธารณสุขยอมรับว่าสารสกัดกัญชาที่มี THC สูงยังเป็นยาเสพติด แต่สามารถควบคุมให้ใช้ทางการแพทย์ได้ด้วยกฎกระทรวง เหตุใดจึงไม่ใช้โมเดลเดียวกันนี้กับ "พืชกัญชา" หากกัญชายังคงถูกควบคุมภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตั้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อน สถานการณ์การเจ็บป่วยและปัญหาการใช้เพื่อสันทนาการคงไม่รุนแรงเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ชง 3 ข้อเสนอวางรากฐานนโยบาย
ข้อเสนอจากเครือข่ายแพทย์และภาคประชาชน ในวาระครบรอบ 4 ปีนี้ เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด ได้ยื่นข้อเสนอแนะที่ชัดเจนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตและวางรากฐานนโยบายที่ถูกต้อง ดังนี้:
1.นำพืชกัญชากลับเข้าสู่ประมวลกฎหมายยาเสพติด: กระทรวงสาธารณสุขควรออกประกาศให้นำพืชกัญชากลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติด เช่นเดียวกับพืชฝิ่น หรือเห็ดขี้ควาย เพื่อให้มีบทลงโทษและการควบคุมการเสพเพื่อสันทนาการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
2.การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ผ่านกฎกระทรวง: เมื่อกัญชากลับเป็นยาเสพติดแล้ว ให้กระทรวงสาธารณสุขใช้อำนาจออกกฎกระทรวงอนุญาตให้มีการใช้พืชกัญชาเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ เช่นเดียวกับที่เพิ่งดำเนินการกับสารสกัดที่มี THC > 0.2%
3.หลักการ "ทุกฝ่ายได้ประโยชน์": แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชายังคงเข้าถึงการรักษาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะเดียวกัน ประชาชน เยาวชน และสังคมในภาพรวมจะได้รับความคุ้มครองจากการใช้กัญชาผิดประเภทหรือเพื่อการนันทนาการที่ไร้ขอบเขต
บทสรุป บทเรียนจาก 4 ปีกัญชาเสรีชี้ให้เห็นว่า การปลดล็อกพืชที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทโดยขาดกฎหมายควบคุมที่เข้มงวด ได้สร้างภาระมหาศาลให้กับระบบสาธารณสุขไทยและสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาวะของเยาวชน
ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจะต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ การนำกัญชากลับเข้าสู่ระบบควบคุมของกฎหมายยาเสพติด พร้อมกับการเปิดช่องทางการแพทย์ที่รัดกุม คือทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุดเพื่อยุติวิกฤตกัญชาเสรีที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน







