thansettakij
thansettakij
ตลาดน้ำผลไม้ชะลอ  ‘ทิปโก้’ ปักธง Health & Wellness  สร้าง New S-Curve

ตลาดน้ำผลไม้ชะลอ ‘ทิปโก้’ ปักธง Health & Wellness สร้าง New S-Curve

10 มิ.ย. 69 | 07:30 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มิ.ย. 69 | 08:26 น.

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนฉุดตลาดน้ำผลไม้ชะลอตัว ‘ทิปโก้’ ปรับแนวรบปักธงรุก Health & Wellness ดัน “ทิปโก้ ไบโอเท็ค” ขึ้นแท่น New Growth Engine ลุยสมุนไพรไทย-สารสกัดสุขภาพ ปั้นรายได้แตะ 3,000 ล้านใน 3 ปี

KEY

POINTS

  • ทิปโก้ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่รับมือตลาดน้ำผลไม้ที่ชะลอตัว โดยมุ่งขยายธุรกิจสู่ตลาด Health & Wellness เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ (New S-Curve)
  • ผลักดันบริษัทลูก "ทิปโก้ ไบโอเท็ค" เป็นธุรกิจเรือธงใหม่ พร้อมขยายสู่ตลาดผู้บริโภค (B2C) ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ "Tipco Herbs" เพื่อรุกตลาดสมุนไพรและสารสกัดสุขภาพ
  • ตั้งเป้าหมายผลักดันรายได้รวมของกลุ่มจากปัจจุบันประมาณ 2,000 ล้านบาท สู่ระดับ 3,000 ล้านบาทภายใน 3 ปีข้างหน้า

นางอนุรัตน์ เทียมทัน ประธานกลุ่มบริษัททิปโก้ฟู้ดส์ กล่าวว่า ทิปโก้ฟู้ดส์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจครั้งสำคัญมุ่งขยายพอร์ตสู่ตลาด Health & Wellness อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการผลักดัน บริษัท ทิปโก้ ไบโอเท็ค จำกัด (TBC) ขึ้นเป็นธุรกิจเรือธงแห่งใหม่ สร้างเครื่องยนต์การเติบโต (New Growth Engine) รองรับเมกะเทรนด์สุขภาพโลก พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมของกลุ่มจากระดับประมาณ 2,000 ล้านบาท สู่ 3,000 ล้านบาทภายใน 3 ปีข้างหน้า

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี บริษัทพัฒนาธุรกิจจากผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สู่การสร้างคุณค่าด้านโภชนาการและสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยปัจจุบันบริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตจากตลาด Health & Wellness ซึ่งได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และความต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีงานวิจัยรองรับ

น้ำผลไม้โตยาก เร่งปรับพอร์ตสู่ตลาด Health & Wellness

“ในอดีตทิปโก้เติบโตจากตลาดน้ำผลไม้เป็นหลัก แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคดื่มน้ำผลไม้ลดลง ทำให้ตลาดน้ำผลไม้โดยรวมชะลอตัวต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพ สารสกัด และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก” นางอนุรัตน์กล่าว

นางอนุรัตน์ เทียมทัน ประธานกลุ่มบริษัททิปโก้ฟู้ดส์

สำหรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ของกลุ่มทิปโก้ จะมุ่งเน้น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งประกอบด้วยน้ำผลไม้ น้ำแร่ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือ Functional Drink ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์และคาดว่าจะทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ธุรกิจสมุนไพรและสารสกัดสุขภาพ ภายใต้บริษัท ทิปโก้ ไบโอเท็ค จำกัด และธุรกิจส่งออกผลไม้สดสู่ตลาดต่างประเทศ

เปิดเกม B2C ส่ง “Tipco Herbs” รุกตลาดสมุนไพรไทย 6 หมื่นล้าน

ด้านนายวิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิปโก้ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การผลักดัน ทิปโก้ ไบโอเท็ค ในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญที่บริษัทสั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเดิมบริษัทดำเนินธุรกิจในรูปแบบ B2B เป็นหลัก ทั้งการพัฒนาสารสกัดสมุนไพร การวิจัยและพัฒนา และการรับจ้างผลิตให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม จากศักยภาพของตลาดสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง บริษัทจึงตัดสินใจขยายสู่ตลาด B2C อย่างจริงจังในปีนี้ ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “Tipco Herbs” เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสารสกัดสุขภาพสู่ผู้บริโภคโดยตรง

“ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าครบวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูก การวิจัย การสกัดสารสำคัญ การควบคุมคุณภาพ จนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานสินค้าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้เราพร้อมนำองค์ความรู้ที่มีมาต่อยอดสู่ตลาดผู้บริโภค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยในระดับสากล” นายวิวัฒน์กล่าว

ปัจจุบันตลาดสมุนไพรไทยมีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ขณะที่ภาครัฐตั้งเป้าผลักดันมูลค่าตลาดแตะระดับ 7 หมื่นล้านบาทภายในปี 2570 สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมที่ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก

ภายใต้แบรนด์ Tipco Herbs บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทย 5 รายการ ได้แก่ ยาผสมเปล้าน้อย ขมิ้นชันแคปซูล แบล็คแอนด์ไวท์กระชายสกัดแคปซูล ฟ้าทะลายโจรสกัดแคปซูล และฟ้ามินต์ รีเฟรชเชอร์ เม้าท์สเปรย์ โดยเน้นการผสานองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

สินค้ากลุ่มบริษัททิปโก้ฟู้ดส์

มองโอกาส Functional Drink-ส่งออก รับดีมานด์สุขภาพโลก

ในด้านผลประกอบการ นายวิวัฒน์ยอมรับว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของกลุ่มบริษัทอยู่ในระดับทรงตัว เนื่องจากเผชิญทั้งความท้าทายด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนตัว รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยก่อนหน้านี้ทิปโก้เคยมีรายได้สูงถึงระดับ 5,000 ล้านบาท แต่หลังสถานการณ์โควิด-19 และความผันผวนของธุรกิจสับปะรด ส่งผลให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ รวมถึงยุติธุรกิจสับปะรดกระป๋องที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้

สำหรับแผนการลงทุนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนโรงงานเพิ่มเติม เนื่องจากได้ลงทุนขยายกำลังการผลิตไปแล้วในช่วง 2 ปีก่อนหน้า และกำลังการผลิตที่มีอยู่ยังสามารถรองรับการเติบโตได้อีกระยะหนึ่ง

ด้านตลาดเครื่องดื่ม ภาพรวมตลาดน้ำผลไม้ในประเทศไทยยังคงเผชิญภาวะหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่มีมูลค่าตลาดลดลงเหลือประมาณ 3,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีมูลค่า 4,000-5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมองเห็นโอกาสจากตลาดน้ำแร่และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Functional Drink ที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกประมาณ 30-40% ของรายได้รวม โดยสินค้าหลักยังเป็นกลุ่มเครื่องดื่มและสารสกัดสุขภาพ ซึ่งมีศักยภาพขยายตัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่มีความสนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรเพิ่มขึ้น

สำหรับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ บริษัทระบุว่าปัจจัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงต้นทุนวัตถุดิบ แต่รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงครามในหลายพื้นที่ของโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง