thansettakij
thansettakij
แพทย์แนะเทคนิคดูแล ‘สุขภาพลำไส้’ รักษาสมดุลภายในร่างกาย

แพทย์แนะเทคนิคดูแล ‘สุขภาพลำไส้’ รักษาสมดุลภายในร่างกาย

08 มิ.ย. 69 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มิ.ย. 69 | 09:34 น.

แพทย์เตือน ลำไส้คือสมองที่ 2 ของร่างกาย จุลินทรีย์ที่ไม่สมดุลส่งผลเสียต่ออารมณ์ สมาธิ และการนอน แนะเช็กสัญญาณเตือน ตรวจ GUT Microbiome เพื่อวางแผนดูแลให้ตรงจุด

KEY

POINTS

  • ภาวะลำไส้เสียสมดุลส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ระบบย่อยอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกัน สมอง อารมณ์ และคุณภาพการนอน
  • สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ อาการท้องอืด ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง ปัญหาผิวหนัง ภูมิแพ้กำเริบ และนอนหลับไม่สนิท
  • ลำไส้ถูกเรียกว่าเป็น "สมองที่ 2" เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีความสัมพันธ์กับการทำงานของระบบประสาท ซึ่งเมื่อเสียสมดุลอาจทำให้เกิดภาวะสมองล้าและสมาธิลดลงได้

พญ.เพ็ญประไพ หงษ์ศรีสุวรรณ์ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการดูแลสุขภาพลำไส้ หรือ Gut Health ได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการแพทย์ จากข้อมูลวิจัยจำนวนมากที่พบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญ การนอนหลับ รวมถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย

อาการใกล้ตัวอย่างท้องอืด อ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เต็มที่ หรือภูมิแพ้ที่เป็นซ้ำ ๆ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือ GUT Microbiome ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ภายในลำไส้ของมนุษย์มีจุลินทรีย์จำนวนมหาศาลอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์และชนิดที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย

GUT Microbiome บทบาทสำคัญต่อสุขภาพ

โดย GUT Microbiome หรือระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ คือกลุ่มแบคทีเรียและจุลินทรีย์สุขภาพที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ โดยจุลินทรีย์แต่ละชนิดจะทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเฉพาะบุคคล ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน

พญ.เพ็ญประไพ หงษ์ศรีสุวรรณ์ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค

ลำไส้ถือเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญที่ร่างกายต้องสัมผัสกับสิ่งภายนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา หรือเชื้อโรค ทำให้บริเวณทางเดินอาหารมีเซลล์ภูมิคุ้มกันกระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่จุลินทรีย์ในลำไส้จะช่วยคัดกรองสิ่งที่เป็นประโยชน์ และช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย

“เมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้อยู่ในภาวะสมดุล ร่างกายจะสามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม แต่หากเกิดภาวะเสียสมดุล อาจนำไปสู่การอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง และส่งผลต่อสุขภาพในหลายด้าน” พญ.เพ็ญประไพ อธิบายถึงความสำคัญของสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้

นอกจากบทบาทด้านการย่อยอาหารแล้ว ปัจจุบันแพทย์ยังพบว่า “ลำไส้” มีความเชื่อมโยงกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายมากกว่าที่หลายคนคิด จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “สมองที่ 2” ของร่างกาย

“ลำไส้” เชื่อมโยงกับระบบร่างกาย

ภายในลำไส้มีระบบประสาทเฉพาะของตัวเอง สามารถสื่อสารกับสมองผ่านเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ได้โดยตรง จุลินทรีย์ในลำไส้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสารสื่อประสาทบางชนิดที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความเครียด และคุณภาพการนอน

พญ.เพ็ญประไพ อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อสุขภาพลำไส้เสียสมดุล อาจส่งผลต่อความรู้สึกอ่อนเพลีย สมาธิลดลง นอนหลับไม่สนิท หรือเกิดภาวะสมองล้าได้ในบางคน เพราะระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

แม้ความผิดปกติของจุลินทรีย์ในลำไส้จะไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนผ่านอาการใกล้ตัวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น

  • ท้องอืด
  • แน่นท้อง
  • มีแก๊สมากผิดปกติ
  • ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย
  • อ่อนเพลียง่าย
  • ผื่นผิวหนังหรือสิวอักเสบ
  • ภูมิแพ้กำเริบซ้ำ
  • นอนหลับไม่เต็มอิ่ม

อาการเหล่านี้อาจสะท้อนว่า สมดุลของแบคทีเรียในลำไส้กำลังเปลี่ยนแปลง และเริ่มส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในภาพรวม

โปรไฟล์ ไมโครไบโอม (microbiome) ในลำไส้

การปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ สามารถเริ่มต้นได้จากการดูแลสุขภาพพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจรบกวนสมดุลของไมโครไบโอม เช่น อาหารแปรรูป น้ำตาลสูง ความเครียดสะสม รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ซึ่วหลายคนหันมารับประทานโพรไบโอติกเพื่อดูแลลำไส้ แต่ในความเป็นจริง จุลินทรีย์ของแต่ละคนแตกต่างกัน การเลือกเสริมโดยไม่มีข้อมูลที่เหมาะสมอาจไม่ตอบโจทย์สุขภาพของทุกคน

ปัจจุบัน การตรวจวิเคราะห์ GUT Microbiome เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพราะช่วยวิเคราะห์สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ได้อย่างละเอียด ผลตรวจสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ทั้งด้านการเลือกรับประทานอาหาร การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการเลือกแนวทางดูแลลำไส้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน

“แม้ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกัน แต่สาเหตุที่เกิดจากความไม่สมดุลในลำไส้อาจแตกต่างกัน การประเมินอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การดูแลสุขภาพมีความเฉพาะเจาะจง และตรงจุดขึ้น”

จะเห็นได้ว่า สุขภาพลำไส้ถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญในการดูแลสุขภาพระยะยาว เพราะเมื่อสมดุลภายในลำไส้ดีขึ้น ระบบต่าง ๆ ของร่างกายก็มีแนวโน้มกลับมาทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ