thansettakij
thansettakij
สธ.ปัดฝุ่น ร่าง พ.ร.บ.คุมอาหาร-เครื่องดื่มกระทบสุขภาพเด็ก กันโรคอ้วน – NCD

สธ.ปัดฝุ่น ร่าง พ.ร.บ.คุมอาหาร-เครื่องดื่มกระทบสุขภาพเด็ก กันโรคอ้วน – NCD

24 พ.ค. 69 | 12:35 น.

กระทรวงสาธารณสุข ปัดฝุ่นกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ลดความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต

KEY

POINTS

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดทำร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียมสูง
  • มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองเด็กจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวาน มัน เค็ม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เด็กไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้น
  • เพื่อลดการถูกกระตุ้นจากการตลาด นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และลดความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคต

รายงานข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมอนามัย ได้จัดทำ ร่าง พ.ร.บ. พระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก พ.ศ. .... เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองและปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียมสูง อย่างเป็นรูปธรรม 

ทั้งนี้เพื่อลดการพบเห็นและการถูกกระตุ้นจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ นำไปสู่การลดพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต

ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

กรมอนามัย ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable Diseases: NCDs) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และก่อให้เกิดภาระด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก

เด็กไทยมีแนวโน้มอ้วนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า

อีกทั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยมีแนวโน้มภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และเด็กที่มีภาวะอ้วนมีโอกาสสูงที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วนมากกว่าเด็กปกติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต โดยมีสาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง (High in Fat, Sugar and/or Sodium: HFSS) หรืออาหารและเครื่องดื่มหวาน มัน เค็ม เช่น ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และเครื่องดื่มผสมน้ำตาล ซึ่งเด็กไทยจำนวนมากบริโภคเป็นประจำ

สำหรับการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวาน มัน เค็ม หรืออาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อและการบริโภคของเด็ก เนื่องจากเด็กมีดุลพินิจและความสามารถในการตีความเจตนาทางการตลาดไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ รวมทั้งถูกชักจูงจากเทคนิคการส่งเสริมการขายและกลยุทธ์ทางการตลาดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การตลาดดังกล่าวเข้าถึงเด็กได้ง่าย และมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น 

ทั้งนี้ตั้งแต่การโฆษณา การใช้ตัวการ์ตูนหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง การส่งเสริมการขาย การแจกของรางวัลหรือของเล่น การจัดกิจกรรมในสถานศึกษา รวมถึงการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเด็กไทยใช้เวลาอยู่กับสื่ออินเทอร์เน็ตเฉลี่ยสูงถึง 12 ชั่วโมง 8 นาทีต่อวัน ทำให้เด็กไทยมีโอกาสพบเห็นและตกเป็นเป้าหมายของการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวาน มัน เค็ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม และทำให้พฤติกรรมดังกล่าวกลายเป็นพฤติกรรมปกติในชีวิตประจำวันของเด็ก

แม้ว่าประเทศไทยจะมีมาตรการด้านการส่งเสริมสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายด้าน แต่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดมาตรการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก โดยเฉพาอาหารที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน โซเดียมสูงอย่างครอบคลุมและเป็นรูปธรรม 

องค์การอนามัยโลก แจ้งเตือนปัญหา

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) คณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (UNIATF on NCDs) และความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ต่างมีข้อเสนอแนะให้ประเทศสมาชิกดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อปกป้องเด็กจากผลกระทบของการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง 

นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวยังสอดคล้องกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 เรื่อง การจัดการปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน มติที่ 2.8 ข้อ 3.4 ให้จัดทำระเบียบว่าด้วยการตลาดเกี่ยวกับอาหารที่มุ่งเป้าหมายไปยังเด็ก และมีผลต่อความรุนแรงของภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

20 ประเทศทั่วโลก ออกกฎหมายควบคุมแล้ว

อีกทั้งในปัจจุบันมีมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ดำเนินการกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อปกป้องสุขภาพเด็ก รวมทั้งมีข้อมูลจากหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ชิลี สหราชอาณาจักร ที่แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายสามารถช่วยลดการพบเห็นและลดผลกระทบจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับมาตรการทางกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมันหรือโซเดียมสูง หรืออาหารและเครื่องดื่ม หวาน มัน เค็ม จึงเป็นมาตรการที่ประเทศไทยควรดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะอ้วนในเด็กและลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ควบคู่กับการสร้างความรอบรู้ด้านอาหารและสุขภาพ และการสนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีของเด็กอย่างเหมาะสม

เป้าหมายสำคัญดูแลสุขภาพเด็กไทย

สำหรับเป้าหมายของการจัดทำร่าง พ.ร.บ. พระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก พ.ศ. .... ครั้งนี้ กรมอนามัย แจ้งว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองและปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง หรืออาหารและเครื่องดื่มหวาน มัน เค็ม

อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม มีสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเป็นภาระด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ