thansettakij
สำรวจพบคนไทย “วัยทำงาน-วัยรุ่น” เสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่ง

สำรวจพบคนไทย “วัยทำงาน-วัยรุ่น” เสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่ง

09 พ.ย. 2568 | 08:38 น.
อัปเดตล่าสุด :09 พ.ย. 2568 | 09:05 น.

สำรวจพบแนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มสูงในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 40 ปี ทั้ง เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน "รามาฯ สวรส. สสส. เสนอเร่งมาตรการภาษี-ควบคุมสินค้าทำลายสุขภาพ

KEY

POINTS

  • ผลสำรวจสุขภาพคนไทยล่าสุดชี้ว่า กลุ่มวัยรุ่น และ วัยทำงาน มีความเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงขึ้นอย่างน่ากังวล สวนทางกับกลุ่มผู้สูงอายุ
  • พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญที่พบมากในกลุ่มนี้ ได้แก่ การสูบบุหรี่ (โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน) การดื่มสุรา ภาวะอ้วน และ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ
  • กลุ่มวัยทำงานถูกระบุว่า เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากยังเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ และขาดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง
  • ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้เปลี่ยนนโยบายจากการรอรักษาเป็นการป้องกันเชิงรุก โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบ และขยายการคัดกรองสุขภาพให้ครอบคลุมกลุ่มอายุน้อยลง

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (National Health Examination Survey : NHES) ครั้งที่ 7 ประจำปี 2567–2568 ภายใต้หัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” พบว่า คนไทยวัยรุ่นและวัยทำงานมีแนวโน้มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับกลุ่มผู้สูงอายุที่เริ่มปรับพฤติกรรมดีขึ้น

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี หัวหน้าโครงการสำรวจฯ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้เป็นการตรวจสุขภาพเชิงลึกทั้งร่างกายและเลือด โดยสุ่มประชากรจากทุกภูมิภาคเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แทนประชากรทั้งประเทศอย่างแท้จริง “ข้อมูลที่ได้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือพื้นฐานการวางนโยบายสุขภาพในอนาคต” 

ผลสำรวจระบุว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา อ้วน หรือมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ มีแนวโน้มป่วยเป็นโรค NCDs สูงกว่ากลุ่มปกติหลายเท่า โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15–34 ปี ซึ่งพบอัตราเสี่ยงโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นกว่า 45% หากมีพฤติกรรมเสี่ยงครบทุกด้าน ขณะที่ผู้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเลยมีโอกาสป่วยเพียง 0.3% เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่า อัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งกว่า 70% ของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในไทยอายุต่ำกว่า 30 ปี สะท้อนปัญหาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบสมัยใหม่ที่ยังขาดการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ

                          สำรวจพบคนไทย “วัยทำงาน-วัยรุ่น” เสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่ง

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ระบุว่า การสำรวจสุขภาพลักษณะนี้ใช้งบประมาณสูง จึงควรนำข้อมูลไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติอย่างจริงจัง โดยชี้ว่า 

“โรค NCDs ไม่ใช่ปัญหาของกระทรวงสาธารณสุข หรือ สสส. เท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกกระทรวง ทั้งการคลัง อุตสาหกรรม มหาดไทย และศึกษาธิการ” พร้อมเตือนว่า ปัจจุบันมีเพียง 20 จังหวัดจากทั่วประเทศที่คณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัดจัดประชุมในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนความอ่อนแอของระบบบริหารนโยบายสุขภาพระดับพื้นที่

รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อฯ ชี้ว่า ประเทศไทยยังควบคุมโรคเบาหวานไม่ได้ตามเป้าหมาย แม้ผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าป่วยแล้วกว่า 73% แต่มีเพียงไม่ถึง 40% ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สำเร็จ 

“นี่คือสัญญาณชัดว่า ระบบจัดการ NCDs ยังไม่ตอบโจทย์ ทั้งด้านการรักษาและการสื่อสารสุขภาพ” พร้อมเสนอให้ภาครัฐควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพที่ผิด โดยเฉพาะจากอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย

                              สำรวจพบคนไทย “วัยทำงาน-วัยรุ่น” เสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่ง

 

ด้าน นพ.กฤษดา หาญบรรเจิด ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ป่วย NCDs ที่น่ากังวลที่สุด คือ วัยทำงาน ซึ่งยังเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพและขาดการปรับพฤติกรรม โดยกระทรวงสาธารณสุขเตรียมเพิ่มบริการช่วงนอกเวลา เพื่ออำนวยความสะดวก ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันมาตรการอาหารปลอดภัยและโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

พญ.นงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่การให้ยา แต่ต้องใช้ทีมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล และนักโภชนาการ รวมถึงการอบรม อสม. ให้ลงไปติดตามใกล้ชิดในชุมชน เพื่อป้องกันตั้งแต่ระดับครอบครัว

ขณะที่ นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มองว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อน “วิกฤตสุขภาพ” ที่เชื่อมโยงกับปัญหาการเงินของระบบบริการ เช่น โรงพยาบาลขาดทุน และงบ สปสช. ค้างจ่าย 
พร้อมเสนอให้ใช้ข้อมูลสำรวจนี้วางแผนเชิงรุกระดับพื้นที่ โดยดึงแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเข้ามาช่วยจูงใจให้คนหันมาดูแลสุขภาพ

“ถ้าไม่ป่วย จะมีเงินเหลือในกระเป๋า แต่ถ้าไม่ดูแลตัวเอง เงินจะหายไปกับค่ารักษา” 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังชี้ว่า NCDs เป็นภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลของไทย คิดเป็นความสูญเสียกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ทั้งในแง่ค่ารักษา การสูญเสียแรงงาน และ ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ 

                      สำรวจพบคนไทย “วัยทำงาน-วัยรุ่น” เสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่ง

ดร.สุชีรา บรรลือศิลป์ จาก WHO Thailand กล่าวว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรังไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภัยร่วมของชาติ ต้องขับเคลื่อนแบบเดียวกับตอนรับมือโควิด โดยมี วอร์รูม NCDs ระดับประเทศ”

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า สสส.จะนำข้อมูลจากการสำรวจครั้งนี้ ไปวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ เพื่อพัฒนาดัชนีภาระโรค (Burden of Diseases) และคะแนนสุขภาพประชาชน (Health Score) เพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดกลยุทธ์ลดปัจจัยเสี่ยงได้ตรงจุด โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่เป็นฐานสำคัญของประเทศ

รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวทิ้งท้ายว่า “การควบคุม NCDs ให้ได้ผล ต้องเปลี่ยนจากการรอรักษา เป็นการป้องกันเชิงรุก กำหนดให้พฤติกรรมเสี่ยงเป็นตัวชี้วัดสำคัญของทุกหน่วยงาน และขยายการคัดกรองสุขภาพไปถึงกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี”