
สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ท่องเที่ยว Q2 ยอดจองต่างชาติวูบ เที่ยวไทยเหลือ 32 ล้านคน
สงครามตะวันออกกลาง ซ้ำเติมโลว์ซีซัน ฉุดท่องเที่ยวไตรมาส 2 วิกฤต สมาคมโรงแรมไทย เผยยอดจองล่วงหน้าชะลอตัวและลดลง ด้านสทท. ประเมินทั้งปี 2569 ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 32.14 ล้านคน หายฮวบ 1.86 ล้านคนจากเป้าหมายที่วางไว้ททท.เร่งกู้ตลาด ดันรายได้ท่องเที่ยวรวม 2.58 ล้านล้านบาท
KEY
POINTS
- สงครามตะวันออกกลาง ซ้ำเติมโลว์ซีซัน ฉุดท่องเที่ยวไตรมาส 2 วิกฤต สมาคมโรงแรมไทย เผยยอดจองล่วงหน้าชะลอตัวและลดลง
- สทท. ประเมินทั้งปี 2569 ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 32.14 ล้านคน หายฮวบ 1.86 ล้านคนจากเป้าหมายที่วางไว้
- ททท.เร่งกู้ตลาด คาดทั้งปีสร้างรายได้ท่องเที่ยวรวม 2.58 ล้านล้านบาท
สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ท่องเที่ยว Q 2 ยอดจองทัวร์ต่างชาติวูบ
วันนี้(วันที่ 18 เมษายน 2569) นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เผยว่า จากการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนเครือโรงแรมชั้นนำทั่วประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์และประเมินผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้ง ของสงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรมไทย
ในขณะนี้ พบว่า แม้ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ จะปิดตัวได้ตามเป้าหมาย แต่ผู้ประกอบการต่างแสดงความกังวลอย่างมากต่อไตรมาสที่ 2 เนื่องจากยอดจองล่วงหน้า (Forward Booking) เริ่มชะลอตัวและมีจำนวนน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
บุ๊กกิ้งไตรมาส 2-3 นักท่องเที่ยว ยังรอดูสถานการณ์
ขณะที่แนวโน้มการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะ “รอดูสถานการณ์” (Wait and See) เพื่อประเมินความรุนแรงของวิกฤตการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเมื่อจากประเมินผลกระทบในรายภูมิภาค พบว่าทุกภาคได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ดังนี้
“ภาคใต้” ได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวอิสราเอลหายไป ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักในบางพื้นที่ เช่น เกาะพะงัน, ปัญหาหลักคือค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นมาก (บางเส้นทางขึ้นถึง 200%) เนื่องจากการเลี่ยงน่านฟ้าและข้อจำกัดของสายการบินที่ต้องต่อเครื่องในตะวันออกกลาง
“ภาคเหนือ” เผชิญวิกฤตหนักที่สุดจาก 3 ปัจจัย คือ สงครามตะวันออกกลาง, ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่รุนแรง และการหายไปของตลาดอิสราเอล ทำให้ยอดจองช่วงสงกรานต์เหลือเพียง 50-60% ซึ่งต่ำกว่าปีก่อน ๆ ที่เคยมียอดจองเต็ม
“ภาคตะวันออก” ยอดจองไตรมาส 2 ลดลงประมาณ 10-15% มีความกังวลเรื่องราคาน้ามันที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทยอย่างไรก็ตาม พัทยาได้รับอานิสงส์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ล้นมาจากภูเก็ต
“ภาคตะวันตก” ผลกระทบจากตะวันออกกลางไม่รุนแรงเท่าภาคอื่น แต่กังวลเรื่องพฤติกรรมการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last minute) และราคาน้ำมันที่กระทบตลาดในประเทศ
“ภาคกลาง” (นครนายก) ตลาดประชุมสัมมนาจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากการเลื่อนหรือยกเลิกการใช้งบประมาณ
“กรุงเทพฯ” ยอดจองช่วงสงกรานต์ยังต่ำกว่าปีที่แล้ว และกลุ่มลูกค้า Mice ยังไม่ตัดสินใจจองสาหรับช่วงครึ่งปีหลัง
สมาคมโรงแรมไทยชงรัฐบาลชลอจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เร่งกระตุ้นตลาด พยุงธุรกิจ
อย่างไรก็ตามเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ทางสมาคมโรงแรมไทย จึงเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยเหลือใน 8 เรื่องหลัก ได้แก่
1.ประวิงเวลาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศ (ค่าเหยียบแผ่นดิน) ที่จะจัดเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย ออกไปก่อนเนื่องจากต้นทุนการเดินทางสูงอยู่แล้ว
2.เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยเฉพาะในภาคเหนือ
3.ทบทวนนโยบายวีซ่า เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความสะดวกในการเข้าเมืองและการคัดกรองกลุ่มมิจฉาชีพ
4.ลดค่าพลังงานและราคาน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและการเดินทางข้ามจังหวัด
5.ออกมาตรการกระตุ้น “ไทยเที่ยวไทย”เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หรือการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนรถบัสท่องเที่ยว
6. สนับสนุนงบประมาณจัดประชุมสัมมนาภาครัฐ ภายในประเทศและให้สิทธิประโยชน์กับภาคเอกชนที่จัดงาน
7.สนับสนุนสายการบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) เพื่อเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง
8.การเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวที่ซบเซา
ททท.กางแผนเร่งกู้ตลาดท่องเที่ยว
อีกทั้งจากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า แนวโน้มตลาดยุโรป พบว่าในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ยังไม่มีการยกเลิกการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการจองล่วงหน้าไว้แล้ว ยกเว้นกลุ่มที่ต้องบินผ่านตะวันออกกลางซึ่งอาจมีการเปลี่ยนเส้นทาง (Reroute) หรือยกเลิกเพื่อไปที่อื่นแทน
ขณะที่แนวโน้มหลังอีสเตอร์การจองล่วงหน้าชะลอตัวลงอย่างมาก ตลาดอยู่ในสภาวะ “รอดูสถานการณ์” ประกอบกับเริ่มเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ของไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกจากตลาดดาวรุ่งและตลาดชดเชย เช่น โปแลนด์ คาซัคสถาน ที่ ททท. มุ่งหวังให้เข้ามาช่วยรักษาสมดุลในช่วงที่ตลาดหลักบางส่วนลดลง
ส่วนตลาดตะวันออกกลาง มีความสูญเสียศักยภาพการขนส่งทางอากาศ (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือประมาณ 120,000 ที่นั่ง เนื่องจากผลกระทบโดยตรงต่อสายการบินหลักอย่าง Emirates, Qatar และ Etihad ททท.มองว่าจะดึงตลาดแอฟริกาเป็นตลาดชดเชย (Compensating Market) ที่มีศักยภาพในการเข้ามาช่วยรักษาสมดุลในช่วงที่ตลาดตะวันออกกลางลดลง
ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงมีความแข็งแกร่งและไม่มีการยกเลิกการเดินทาง และกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งแบบซีรีส์ทัวร์และกลุ่ม MICE ยังคงเดินทางตามกำหนดเดิม
นอกจากนี้ททท.ยังได้ปรับกลยุทธ์หลักในขณะนี้ คือ การเปลี่ยนเป้าหมายจากปริมาณ (Volume) มาเน้นมูลค่า (Value) โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Luxury, Wellness, Medical และ Long Stay เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากข้อจำกัดด้านสายการบิน การเจาะกลุ่มตลาดที่ยังมีศักยภาพ โดยตลาดระยะใกล้ ได้แก่ นักท่องเที่ยว จีน และ อินเดีย เป็นกลุ่มหลักที่จะเข้ามาทดแทน
นอกจากนี้ยังมี เกาหลี, อินโดนีเซีย, ไต้หวัน และมาเลเซีย (โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวขับรถข้ามพรมแดนในภาคใต้) ส่วนตลาดระยะไกล ก็จะเน้นกระตุ้น นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา , กลุ่มประเทศนอร์ดิก, รัสเซีย, กลุ่มประเทศ CIS (คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน) และออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตามแม้จะมีข้อจำกัดของเที่ยวบินที่เข้าไทยลดลง โดยเฉพาะเครื่องบินที่ต้องผ่านฮับบินจากตะวันออกกลางเข้าไทย แต่ก็ยังมีโอกาสสำหรับการทำตลาด จากสายการบินใหม่ที่จะเปิดบินเข้าไทย
ไม่ว่าจะเป็น สายการบิน LOT Polish Airlines เริ่มบินตรงวอร์ซอ-กรุงเทพฯ ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ (5 เที่ยวบิน/สัปดาห์) สายการบิน Virgin Atlantic เตรียมเปิดบินลอนดอน-ภูเก็ต ในช่วงเดือนตุลาคม (3 เที่ยวบิน/สัปดาห์)
รวมถึงตลาดจากเบลารุส ที่เตรียมปรับจากเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เป็นเที่ยวบินประจำ ซึ่งจะทำการบินมายังสนามบินอู่ตะเภาและภูเก็ตในช่วงปลายปีนี้
สทท. ประเมินทั้งปี 2569 ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 32.14 ล้านคน หายฮวบ 1.86 ล้านคน
นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 1 และคาดการณ์สถานการณ์ในช่วงไตรมาส 2 ว่า ท่องเที่ยวไตรมาส 1 ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 81 ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่หันมาเที่ยวไทย จากการที่รัฐบาลจีนจำกัดการเดินทางไปญี่ปุ่น
แต่เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ส่งผลกระทบการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 จากปัญหาเรื่องวิกฤตน้ำมันราคาแพง การลดลงของเที่ยวบิน และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
รวมถึงปัจจัยกดดันหลักคือค่าเงินบาทผันผวนสูง ซึ่งแตะระดับประมาณ 32.49 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงมีนาคม 2569 ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
ทำให้คาดว่าจะต้องปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 ลงจาก 34.0 ล้านคน เหลือ 32.14 ล้านคน ลดลงจากปี 2568 ประมาณ 2.5% ในส่วนของรายได้รวมจากการท่องเที่ยวต่างชาติตลอดทั้งปี
คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.52 ล้านล้านบาท หรือลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศ พบว่าคนไทยยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก เนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
พฤติกรรมการเดินทางจึงเปลี่ยนไปในรูปแบบ “ทริปสั้น ใกล้บ้าน ไปเช้า-เย็นกลับ” หรือ One-day trip มากขึ้น โดยคนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพื่อการท่องเที่ยวในไตรมาสแรกอยู่ที่ 3,797 บาทต่อคนต่อทริป และนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักถึง 83% ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน และน้ำมันแพง จึงส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น
ผู้ว่าททท.ดันสร้างรายได้ท่องเที่ยวรวม 2.58 ล้านล้านบาท
ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าว่าในปี 2569 ททท.มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม
โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท
อีกทั้งล่าสุด ศูนย์วิจัย SCB EIC ระบุว่า วิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์ อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยตลอดปี 2569 ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคน จากประมาณการเดิมในเดือนธันวาคมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 34.1 ล้านคน
แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นหลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศ หดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางและหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย
แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก
1. นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด แม้ไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
2.นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลางอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป
โดยบางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยก็มีโอกาสปรับแผน/ยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย
อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้นและนักท่องเที่ยวอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง และอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทย เพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศ







