
‘อลงกรณ์’ ชูพิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ สกัดตั๋วช้าง-ซื้อตำแหน่ง กู้ศรัทธาประชาชน
“อลงกรณ์ พลบุตร” เปิดพิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้างรวมศูนย์ กระจายอำนาจ-ยึดระบบคุณธรรม สกัดวงจรวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง พร้อมดันงานสอบสวนเป็นอิสระ ใช้เทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์ฟื้นศรัทธาประชาชน
KEY
POINTS
- นายอลงกรณ์ พลบุตร เสนอพิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ โดยให้กระจายอำนาจบริหารและงบประมาณจากส่วนกลางสู่ระดับพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างที่รวมศูนย์
- มุ่งแก้ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งและ "ตั๋วช้าง" โดยปฏิรูประบบแต่งตั้งโยกย้ายให้ยึดหลักคุณธรรม อาวุโส และผลงาน เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมืองและระบบอุปถัมภ์
- ผลักดันให้งานสอบสวนมีความเป็นอิสระจากสายบังคับบัญชาเพื่อป้องกันการแทรกแซงคดี และเน้นการใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความโปร่งใสและฟื้นฟูศรัทธาจากประชาชน
เนื่องในวันตำรวจแห่งชาติ (วันที่ 17 ตุลาคม 2569) นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เผยแพร่รายงานพิเศษเรื่อง “พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจ : ต้นน้ำความยุติธรรมเพื่อประชาชน” เสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างตำรวจไทยอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งลดการแทรกแซงทางการเมือง กระจายอำนาจบริหาร ยกระดับความเป็นอิสระของงานสอบสวน และสร้างระบบแต่งตั้งโยกย้ายที่ยึดหลักคุณธรรม เพื่อให้ตำรวจเป็นที่พึ่งด้านความยุติธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง
นายอลงกรณ์ระบุว่า คำถามสำคัญที่สังคมตั้งขึ้นมาในทุกยุคสมัย คือจะทำอย่างไรให้ตำรวจไทยปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นอิสระ และเป็นที่พึ่งแห่งความยุติธรรมของประชาชน โดยคำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่การปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันพิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจในฐานะต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม
รื้อโครงสร้างรวมศูนย์ กระจายอำนาจถึงระดับพื้นที่
นายอลงกรณ์ชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน มีทั้งการรวมศูนย์อำนาจบริหารงานบุคคล งบประมาณ และการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้การแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ขาดความคล่องตัว ขณะเดียวกัน การแทรกแซงทางการเมืองและระบบอุปถัมภ์ในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักคุณธรรมและอาวุโส ยังนำไปสู่ปัญหาวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งหรือ “ตั๋วช้าง” และบั่นทอนขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน
พิมพ์เขียวปฏิรูปตำรวจที่ผลักดันผ่าน สปช. และ สปท. จึงเสนอให้กระจายอำนาจบริหารงานบุคคลและงบประมาณจากส่วนกลางลงสู่ระดับกองบัญชาการหรือตำรวจภูธรจังหวัด เพื่อให้การบริหารสอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ พร้อมทยอยถ่ายโอนภารกิจเฉพาะทางที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น ตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวง ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ และตำรวจท่องเที่ยว ให้หน่วยงานหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ตำรวจมุ่งเน้นภารกิจหลักด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
ดันสอบสวนอิสระ ใช้นิติวิทยาศาสตร์ถ่วงดุลคดี
อีกประเด็นสำคัญคือการปรับโครงสร้างงานสอบสวน ซึ่งเป็นต้นน้ำของคดีความ โดยรายงานระบุว่า พนักงานสอบสวนต้องเผชิญแรงกดดันจากสายการบังคับบัญชา รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลให้คดีล่าช้าหรือขาดความโปร่งใส
ข้อเสนอจึงมุ่งให้พนักงานสอบสวนมีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพแยกเฉพาะ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของผู้บังคับบัญชาสายบริหารหรือสายป้องกันปราบปราม เพื่อป้องกันการแทรกแซงสำนวนคดี พร้อมสนับสนุนให้งานนิติวิทยาศาสตร์และการพิสูจน์หลักฐานมีความเป็นอิสระและเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง มากกว่าการพึ่งพาคำรับสารภาพเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างตำรวจและพนักงานอัยการตั้งแต่ชั้นสอบสวนในคดีร้ายแรงหรือคดีสำคัญ เพื่อคุ้มครองสิทธิของทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหาย
ยึดคุณธรรมแต่งตั้งโยกย้าย เพิ่มสวัสดิการตำรวจ
ด้านการบริหารงานบุคคล รายงานเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ให้มีสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมากขึ้น เพื่อลดการครอบงำจากฝ่ายการเมือง พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์เลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายโดยคำนึงถึงอาวุโส ผลงาน และความเชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันปัญหาซื้อขายตำแหน่งและระบบอุปถัมภ์
ขณะเดียวกัน การปฏิรูปต้องครอบคลุมสวัสดิการและค่าตอบแทน โดยเสนอให้จัดสรรงบประมาณแก่สถานีตำรวจอย่างเพียงพอ ทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือ ยานพาหนะ และค่าน้ำมันสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ประจำโรงพักต้องรับภาระเอง รวมถึงปรับเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และเงินประจำตำแหน่งให้เหมาะสมกับความเสี่ยงภัยและลักษณะงาน เมื่อเทียบเคียงกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น เพื่อลดแรงจูงใจในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
เปิดทางประชาชนตรวจสอบ ดัน Smart Policing ฟื้นศรัทธา
สำหรับทิศทางในอนาคต นายอลงกรณ์เสนอให้การปฏิรูปตำรวจเดินหน้าต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขจัดการทุจริต ส่วย และผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้โดยไม่ต้องพะวงกับการเอาใจผู้มีอิทธิพล
ขณะเดียวกัน ควรนำเทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาใช้ในการทำงาน หรือ Smart Policing เช่น กล้องติดตัวตำรวจ (Body Cam) และการบันทึกภาพและเสียงระหว่างการจับกุมและสอบสวน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล
อีกด้านหนึ่ง รายงานเสนอให้เปิดรับการตรวจสอบจากภายนอกผ่านกลไกรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่เป็นอิสระ พร้อมพัฒนาบทบาทคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมประเมินและสะท้อนปัญหาได้อย่างแท้จริง
นายอลงกรณ์ทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปตำรวจไม่ได้มีเพียงการแก้กฎหมายหรือปรับโครงสร้างองค์กรเท่านั้น แต่ต้องฟื้นฟูอุดมคติของตำรวจ ให้ยึดมั่นในความถูกต้องและความยุติธรรม พร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามทุกข์ยาก โดยวันตำรวจแห่งชาติควรเป็นหมุดหมายเตือนใจให้ทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาต้นน้ำแห่งความยุติธรรมให้โปร่งใส และทำให้ตำรวจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง







