
รู้ความจริงแล้วยิ่งเศร้า : โครงสร้างสังคมไทย
พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. วิเคราะห์โครงสร้างสังคมไทย ปัญหาซื้อขายตำแหน่ง ความเชื่อมั่นรัฐ ภาษี คอร์รัปชัน และทางออก 3 ขั้นสู่อนาคตประเทศ
“แล้วประเทศไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร” นายกฯ อนุทิน บอกจะเป็นลม ตอนให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากมีคนยอมจ่ายเงิน 350,000 - 700,000 บาท เพื่อให้สอบเข้าทำงานเป็นข้าราชการท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่มีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ซึ่งหากคนเหล่านั้นไม่ใช้เงินเลยตลอดระยะเวลาทำงาน ก็ต้องใช้เวลากว่า 8 ปี กว่าจะคืนทุนได้หมด
คนไทยสายเปย์
มันเริ่มต้นตั้งแต่นิสัยการเปย์ของคนไทย:
- เปย์เพื่อเข้าเรียน
- เปย์เพื่อไม่ต้องเกณฑ์ทหาร
- เปย์เพื่อใบขับขี่
- เปย์เพื่อเข้าทำงาน
- เปย์รายทางเพื่อให้ได้งาน ใบสั่ง ฯลฯ
กลายเป็นความเคยชินกับการที่ต้องเปย์ให้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่พ่อแม่ยอมเปย์ค่าแป๊ะเจี๊ยะเพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่เป็นที่ต้องการ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เด็กไทยได้เรียนรู้มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่สิ่งที่ไม่มีใครต้องการเปย์ คือการเปย์ภาษีให้รัฐ แปลว่าประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าภาษีที่เปย์ไปนั้น ตนเองจะได้ประโยชน์กลับคืนมา
ทำไม?
เราลองมาคิดดูว่า หากบริษัทโรงแรมยักษ์ใหญ่ เช่น มาริออท ประกาศสอบ 2,000 อัตรา เงินเดือนเริ่มต้น 25,000 บาท บวกค่าเซอร์วิสชาร์จอีก 10,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่จ่ายจริง และเป็นปริมาณแรงงานที่ขาดแคลนจริงในตลาดแรงงานภาคบริการของประเทศไทย จะมีใครยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะ 350,000 - 700,000 บาทไหม?
เป็นเพราะคนไทยมองเห็นว่างานที่สุจริตนั้นไม่มีโอกาส หรือเหนื่อยเกินไป? แต่งานข้าราชการท้องถิ่นนั้นมีอำนาจ และมีโอกาสในอนาคตมากกว่าอย่างนั้นหรือ?
เราลองมาเปรียบเทียบการพัฒนางานในธุรกิจโรงแรมกัน พนักงานโรงแรมสามารถเติบโตไปได้ถึงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ซึ่งมีเงินเดือนสูงสุดถึง 400,000 บาท พร้อมสวัสดิการและโอกาสในการเดินทางไปทั่วโลก โดยมีตำแหน่งนี้มากกว่า 1 ตำแหน่งในประเทศ และไม่จำกัดระยะเวลาอาวุโส คนเก่งๆ อายุ 40 ปีก็เป็นผู้จัดการทั่วไปได้แล้ว และยังมีโอกาสพัฒนาไปเป็นผู้บริหารโรงแรมระดับสูง ตั้งแต่ระดับกลุ่ม (Cluster) ระดับภูมิภาค (Regional) หรือระดับโลก (Global)
แต่ตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการท้องถิ่น คือ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เงินเดือน 100,000 บาท และมีเพียงตำแหน่งเดียวใน 1 กระทรวง ก่อนจะพัฒนาไปเป็นรองปลัดฯ หรือปลัดฯ แล้วทำไมคนกลับไม่ตั้งใจขวนขวายมาทำงานโรงแรม เพื่อให้ชีวิตก้าวหน้าและมีรายได้สูงๆ?
มีบางคนบอกว่า เป็นเพราะสวัสดิการของข้าราชการและการรักษาพยาบาล เรื่องนี้มีปัญหาทางความคิดอยู่ 3 ประเด็น :
1. ประเทศไทยมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ทุกคนอยู่แล้ว และก็ใช้บริการจากสถานพยาบาลเดียวกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมของบริการจากรัฐ ระหว่างอภิสิทธิ์ชนที่ใช้เงินจากภาษีประชาชนเหมือนกัน
2. สิทธิเบิกจ่ายของข้าราชการ วันหนึ่งก็อาจจะต้องถูกยกเลิกไป เพราะรัฐบาลอาจจะล้มละลายจากค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายรับ เนื่องจากประชากรลดลงและคนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจน้อยลง สัญญาณที่มาจากการขาดดุลสองขา คือสัญญาณเตือนของปัญหาทางการเงินของรัฐบาลไทย
3. การผูกติดระบบเศรษฐกิจแบบครอบครัวที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการเติบโต หากพ่อแม่ทำงานมาทั้งชีวิตแต่ไม่มีเงินพอ และต้องให้ลูกยอมทำงานราคาถูก เพื่อแลกกับค่ารักษาพยาบาลราคาถูกของพ่อแม่
และนี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่การสอบครูของกระทรวงศึกษาธิการก็มีปัญหาที่คล้ายๆ กัน
สมัยก่อน ข้าราชการเป็นงานที่มีเกียรติ เพราะต้องเสียสละโอกาสจากการทำงานภาคเอกชนที่มีรายได้สูงเพื่อมารับใช้สังคม แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นการทำเพื่ออำนาจและอภิสิทธิ์เพียงอย่างเดียว
หากเงินคืออำนาจและอำนาจคือเงิน โดยไม่แยกสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ชัดเจน ประเทศจะล้มเหลวจากการเอาเงินมาซื้ออำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และในที่สุดอาชญากรจะเป็นใหญ่
ในรูปแบบเช่นนี้ การจะพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การลดค่าใช้จ่าย หรือการเพิ่มคุณภาพการบริการประชาชน ย่อมสวนทางกับสิ่งที่เป็นอยู่ ประชาชนควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ เราควรเดินหน้าต่อไม่ใช่ถอยหลัง
การจะพัฒนาได้ รัฐต้องเก็บภาษีให้ได้ แต่การจะเก็บภาษีนั้น หากมีทฤษฎีมากเกินไปคนก็หนี น้อยเกินไปก็ไม่พอ การเก็บภาษีต้องเอื้ออำนวยต่อความสามารถในการลงทุนของบุคคลและนิติบุคคลเพื่อให้เศรษฐกิจพัฒนา เช่น ในสหรัฐอเมริกา ทฤษฎีฝ่ายขวาจะเน้นการลดภาษีเพื่อให้ภาคเอกชนลงทุนสร้างงาน เพราะเชื่อว่าเอกชนและระบบทุนสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐ ส่วนฝ่ายซ้ายจะเน้นการเพิ่มภาษีเพื่อนำเงินมาสร้างระบบสวัสดิการ ทั้งสองทฤษฎีนี้คือทางเลือกที่พรรคการเมืองสหรัฐฯ ใช้ในการหาเสียง แต่การเก็บภาษีต้องมีเป้าหมายเพื่อประชาชนที่ชัดเจน มากกว่าแค่การนำไปจ้างข้าราชการและขับเคลื่อนงานไปวันๆ
บันได 3 ขั้นสู่อนาคตประเทศไทย
ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ สังคมเข้าสู่สังคมสูงวัย ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์ทิศทางการเติบโต ระบบสาธารณสุขกำลังจะล้มละลาย ฐานภาษีเริ่มต่ำกว่ารายจ่ายประจำของรัฐ บัญชีขาดดุลสองขา เศรษฐกิจนอกระบบกำลังจะเติบโตกว่าเศรษฐกิจในระบบ และคอร์รัปชันกำลังกัดกินประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แนวทางบันได 3 ขั้นของประเทศไทยของประชาชนคนไทย ควรจะเป็นไปตามนี้:
ขั้นที่ 1 : ยกระดับรายได้แรงงาน รายได้แรงงานขั้นต่ำของคนไทยต้องแตะระดับที่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องรอถูกหวย โดยคำนวณจาก:
- ค่าที่พักต้องไม่เกิน 20% ของรายได้
- ค่าอาหารต้องไม่เกิน 20% ของรายได้
- ค่าสาธารณูปโภคและค่าเดินทางต้องไม่เกิน 10% ของรายได้
- รายจ่ายในครอบครัวต้องไม่เกิน 10% ของรายได้
- และเหลืออีก 40% สำหรับการใช้สอยส่วนตัวและลงทุนระยะยาว
เราต้องลืมคำว่าค่าแรงขั้นต่ำแบบเดิมๆ ไปได้แล้ว โดยนำสูตร 60/40 มาใช้ในการคำนวณองค์รวมของรายได้ประชากร (รายจ่ายประจำ 60% / เงินใช้สอยและลงทุน 40%) ทุกวันนี้ค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาท ลำพังแค่ค่าเดินทางและค่าอาหารรายวันก็หมดแล้ว
ขั้นที่ 2 : สร้างความเชื่อมั่นในระบบบริการรัฐ พัฒนาบริการประชาชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจ่ายภาษี เพื่อให้รัฐนำเงินไปลงทุนต่อ เช่น การดูแลค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา การคมนาคม และการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ทำให้ประชาชนทั้ง 70 ล้านคนเชื่อมั่นในการจ่ายภาษีเพื่อแลกกับการบริการที่ดี เหมือนกับการซื้อประกันว่าการเป็นคนไทยจะได้รับการดูแล ทั้งเรื่องการศึกษาของลูก การดูแลสุขภาพ และการเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย
ขั้นที่ 3 : สร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เกิดความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนโดยไม่มีข้อกังขา ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รัฐมนตรี ข้าราชการ ทหาร และตำรวจ จะได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่เพื่อให้สังคมไทยเจริญ และมีคนดีๆ เข้ามาทำงาน ไม่ใช่ให้เงินเดือนแบบอนาถาแล้วเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ไปคอร์รัปชันกันเอง ซึ่งสุดท้ายก็มีเพียงไม่กี่คนที่ไต่เต้าสู่อำนาจและได้ประโยชน์ ไม่ต่างอะไรกับการซื้อหวย
ประชาชนส่วนใหญ่ควรจะอยากไปทำงานในบริษัทเอกชนที่ให้รายได้สูงกว่าและมีความมั่นคงเท่ากัน โดยมีอีกส่วนหนึ่งที่มีใจรักในการรับใช้สาธารณะเข้ามาทำงานในระบบราชการ ซึ่งถึงแม้จะให้ผลประโยชน์ไม่เท่าภาคเอกชน แต่ก็ต้องเพียงพอ ไม่ขี้เหร่ และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
หากเราสามารถก้าวไปได้ครบทั้ง 3 ขั้น ประเทศไทยจะแข็งแรงและมั่นคง ยากต่อการถูกยุยงหรือแก่งแย่งอำนาจ
ปัญหาสังคม หรือ ปัญหาเศรษฐกิจ
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าต้นตอจะเกิดจากปัญหาสังคมหรือเศรษฐกิจ ย่อมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม หากเราอนุญาตให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่วันแรก เราจะไปห้ามเขาตอนที่เขาเติบโตมีตำแหน่งใหญ่โตได้อย่างไร? การจ่ายเงินเข้าทำงานคือการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วเขาก็ย่อมต้องการถอนทุนคืน หากข้าราชการต้องถอนทุนตั้งแต่ระดับล่าง ประชาชนจะพึ่งพาระบบบริการสาธารณะ การควบคุมความสงบเรียบร้อย ความยุติธรรม และความถูกต้องเท่าเทียมได้อย่างไร?
หากประชาชนไม่เชื่อใจรัฐอย่างที่เป็นอยู่ แต่กลับเชื่อในการจ่ายเงินนอกระบบ ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร? สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นสัญญาณเตือนที่จะปลุกให้คนไทยต้องเริ่มมีเหตุผล และเริ่มเรียกร้องให้เกิดคุณธรรมขึ้นในสังคม และต้องถือว่าเป็นเครดิตของรัฐบาลปัจจุบันที่ทำให้เรื่องนี้แดงขึ้นมา เพราะหากมันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้รับรู้ภายใต้อำนาจของรัฐบาลอื่นแล้ว ประเทศไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร







