
AHF ชงปฏิรูปหนี้โลก ชี้ไทยจ่ายหนี้สูงกว่างบสาธารณสุข 3.22 เท่า
AHF ชี้วิกฤตหนี้โลกบีบประเทศกำลังพัฒนาจัดสรรงบดูแลประชาชน เผยไทยมีภาระชำระหนี้ 61.25% ของรายได้รัฐ สูงกว่างบสาธารณสุข 3.22 เท่า เสนอ 3 ทางปฏิรูป ทั้งรวมกลุ่มผู้กู้ พักหนี้ยามวิกฤต และเก็บเงินสมทบจากเศรษฐกิจ AI 1% เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลังด้านสุขภาพและการศึกษา
KEY
POINTS
- มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AHF) ชี้ว่าภาระการชำระหนี้ของไทยสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 3.22 เท่า และสูงกว่างบด้านการศึกษา 4.18 เท่า ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
- AHF เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบหนี้โลก เพื่อลดภาระทางการคลังให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็นได้
- ข้อเสนอในการปฏิรูป 3 ประการ ได้แก่ การรวมกลุ่มประเทศผู้กู้เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง, การสร้างกลไกพักชำระหนี้เมื่อเกิดวิกฤต และการเก็บเงินสมทบ 1% จากเศรษฐกิจ AI เพื่อช่วยเหลือสังคม
มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) เสนอ 3 แนวทางปฏิรูประบบหนี้โลก หวังลดภาระทางการคลังของประเทศกำลังพัฒนา เปิดทางเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น หลังพบประชากรราว 3,400 ล้านคนทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่จ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงกว่างบประมาณด้านสุขภาพหรือการศึกษา ขณะที่ประเทศไทยมีภาระชำระหนี้สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 AHF จัดเวทีเสวนาภายใต้แคมเปญ “Freedom from Debt” ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อผลักดันความเป็นธรรมด้านหนี้และปรับปรุงกติกาทางการเงินระหว่างประเทศ โดยมองว่าภาระหนี้ที่สูงและต้นทุนการกู้ยืมที่แพงกำลังจำกัดความสามารถของรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาในการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ข้อมูลจากรายงาน A World of Debt 2025: It is Time for Reform ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่า ในปี 2567 ประเทศกำลังพัฒนามีภาระจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะรวม 921,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ 61 ประเทศต้องจัดสรรรายได้รัฐบาลอย่างน้อย 10% เพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนายังเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยนับตั้งแต่ปี 2563 มีต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าสหรัฐฯ ประมาณ 2–4 เท่า ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อบริการสาธารณะ
หนี้ไทยเบียดงบสุขภาพ–การศึกษา
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก Country Debt Service Burdens 2024 ระบุว่า ไทยมีหนี้สาธารณะ 366,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และอยู่ในอันดับ 26 ของโลก
ที่น่าจับตาคือ ภาระชำระหนี้ของไทยคิดเป็น 61.25% ของรายได้รัฐบาล หรือ 12.50% ของ GDP โดยมีมูลค่าสูงกว่างบประมาณด้านการศึกษา 4.18 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุข 3.22 เท่า สะท้อนโจทย์การบริหารหนี้ควบคู่กับการรักษางบประมาณสำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน
ขณะที่ สปป.ลาว มีภาระชำระหนี้สูงถึง 99.75% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบการศึกษา 8.08 เท่า และงบสาธารณสุข 9.08 เท่า ส่วนอินโดนีเซียมีภาระชำระหนี้ 33.04% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบการศึกษา 2.02 เท่า และงบสาธารณสุข 2.3 เท่า
นายสารัช ชิม ผู้อำนวยการ AHF สำนักงานภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า วิกฤตหนี้โลกกำลังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หลายประเทศต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนด้านสุขภาพและการศึกษา ขณะที่หนี้สินทั่วโลกสูงกว่า GDP โลกถึง 235% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเงินระหว่างประเทศที่จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูป
นายสารัชระบุว่า การสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของภาระหนี้และความไม่เท่าเทียมเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเงินที่เปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถนำทรัพยากรไปใช้ดูแลประชาชนได้มากขึ้น
ชง 3 ทางปฏิรูปกติกาหนี้โลก
AHF เสนอแนวทางปฏิรูป 3 ประการ เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้ประเทศกำลังพัฒนาและลดข้อจำกัดในการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะ
1. รวมกลุ่มประเทศผู้กู้ เพิ่มอำนาจต่อรองกับเจ้าหนี้ สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มประเทศผู้กู้ (Borrowers’ Forum) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประเทศกำลังพัฒนาแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และความช่วยเหลือทางเทคนิค รวมถึงเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาเงื่อนไขหนี้กับเจ้าหนี้ระหว่างประเทศ แทนการเจรจาแยกกันเป็นรายประเทศ
2. เปิดทางพักชำระหนี้เมื่อเกิดวิกฤต เสนอให้ข้อตกลงเงินกู้มีกลไกพักชำระหนี้เมื่อประเทศผู้กู้เผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขหรือภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้รับมือเหตุฉุกเฉิน ฟื้นฟูประเทศ และดูแลประชาชนได้ทันท่วงที
3. เก็บเงินสมทบจากเศรษฐกิจ AI 1% ช่วยเหลือสังคม เสนอแนวคิด AI Solidarity Levy เพื่อจัดเก็บเงินสมทบ 1% จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ นำทรัพยากรส่วนหนึ่งจากการเติบโตของเศรษฐกิจ AI มาสนับสนุนการบรรเทาภาระหนี้และการคุ้มครองทางสังคม โดยเป็นข้อเสนอเพื่อสร้างแหล่งเงินช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยี AI แก้ปัญหาหนี้โดยตรง
AHF ระบุว่า ข้อเสนอทั้งสามประการอยู่ภายใต้แนวคิดความเป็นธรรมด้านหนี้ (Debt Justice) ที่มุ่งปรับปรุงกติกาการเงินระหว่างประเทศให้มีความเป็นธรรม มีมาตรการรองรับเมื่อเกิดวิกฤต และเพิ่มบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจการเงินโลก
อภิสิทธิ์เตือนระวังข้ออ้าง เปิดช่องใช้เงินไร้ความรับผิดชอบ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า เวทีดังกล่าวช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับการขับเคลื่อนแหล่งเงินทุนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทั้งการรับมือวิกฤตระยะสั้นและแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องความเป็นธรรมด้านหนี้ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้รัฐบาลบางประเทศนำประเด็นดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างโดยขาดเจตนาที่ดี หรือใช้เป็นช่องทางในการใช้จ่ายงบประมาณโดยปราศจากความรับผิดชอบ รวมถึงก่อหนี้ที่เชื่อมโยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นความท้าทายสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างรอบคอบ เพื่อให้การปรับปรุงระบบการเงินช่วยลดข้อจำกัดในการพัฒนาประเทศ โดยไม่สร้างช่องโหว่ด้านธรรมาภิบาล
ทั้งนี้ แคมเปญ Freedom from Debt ไม่ได้เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนายุติการชำระหนี้ทั้งหมด แต่ต้องการผลักดันระบบการเงินระหว่างประเทศที่เป็นธรรมและมีกลไกรองรับวิกฤต เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารภาระหนี้ควบคู่กับการจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้อย่างเหมาะสม







