
นักวิชาการเตือน 'โลกรวน'เร่งวิกฤตน้ำท่วม จี้รัฐปฏิรูประบบรับมือภัยพิบัติ
เวทีราชดำเนินเสวนาเตือนโลกรวนเร่งวิกฤตน้ำท่วม กรุงเทพฯ เสี่ยง 40-96% จี้รัฐปฏิรูประบบรับมือภัยพิบัติ เปลี่ยนจากตั้งรับสู่เชิงรุก ใช้ AI ธรรมชาติ และกระจายอำนาจท้องถิ่น
KEY
POINTS
- นักวิชาการเตือนว่าภาวะ "โลกรวน" หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังทำให้วิกฤตน้ำท่วมรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงพื้นที่น้ำท่วมสูง 40-96%
- เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูประบบการรับมือภัยพิบัติ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการตั้งรับและเยียวยาหลังเกิดเหตุ เป็นการบริหารจัดการเชิงรุกและวางแผนป้องกันล่วงหน้า
- เสนอให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เช่น AI มาใช้ในการตัดสินใจ ควบคู่กับการแก้ปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solution) และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมเตือนภัย
เวทีราชดำเนินเสวนา “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” เปิดมุมมองนักวิชาการชี้ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการตั้งรับและเยียวยา สู่การบริหารจัดการเชิงรุก พร้อมเตือนกรุงเทพฯ เสี่ยงน้ำท่วมสูง 40-96% จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เสนอใช้ AI ธรรมชาติ และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นร่วมรับมือ
เวทีราชดำเนินเสวนา “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเปิดวงหารือปัญหาการบริหารจัดการน้ำของไทยจากหลายมุมมอง
โดยมี รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิอาสาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และนายณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโสจาก TDRI ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า แนวโน้มปัญหาน้ำในอนาคตมีความน่ากังวลมากขึ้น ทั้งจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการคาดการณ์ว่ากรุงเทพฯ อาจมีพื้นที่เสี่ยงจมหรือน้ำท่วม 40-96% ในช่วงปี 2573 ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเพียงพอ แม้ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศจะเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว
สำหรับการบริหารจัดการน้ำ รศ.ดร.สิตางศุ์ มองว่าไทยจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า โดยเฉพาะเมื่อมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะวิกฤต ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สนทช. ควรทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ และประเมินล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการเชิงรุก ทั้งการวางเส้นทางน้ำ การพร่องน้ำจากเขื่อน และการเตรียมแผนรับมือในพื้นที่เสี่ยง
ชู SITANG MODEL หยุดโครงการเก่า ใช้ AI-ธรรมชาติช่วยจัดการน้ำ
รศ.ดร.สิตางศุ์ เสนอ “SITANG MODEL” เป็นแนวทางหยุดวงจรการบริหารจัดการน้ำแบบเดิม โดย
- S คือ Stop Pushing Old Project ให้หยุดผลักดันโครงการที่คิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีก่อน
- I คือ Investigate Ourselves สำรวจและทบทวนต้นทุนโครงสร้างที่มีอยู่ทั้งหมด
- T คือ Thinking New เปลี่ยนวิธีคิดให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป
- A คือ Artificial Intelligence Unit ใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจ
- N คือ Nature-based Solution ใช้แนวทางที่เอื้อวิถีธรรมชาติ
- G คือ Gather Public-Private Participation เปิดทางให้ภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
พร้อมกันนี้ รศ.ดร.สิตางศุ์ เตือนว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมายด์เซ็ตของผู้นำประเทศ เพราะหากผู้บริหารสูงสุดไม่เปลี่ยน วิธีบริหารจัดการน้ำก็จะยังเหมือนเดิม โดยชี้ว่า ผู้นำต้องรู้จุดอ่อนของระบบและยอมรับในสิ่งที่ยังไม่รู้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการรับมือกับภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น
ดร.สนธิเตือน “โลกรวน” ดันกรุงเทพฯ เสี่ยงน้ำท่วม 40-96%
ด้านดร.สนธิ คชวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและนำไปสู่ความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง โดยเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติรุนแรง เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นและมีแนวชายฝั่งยาว ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเผชิญมรสุมแปรปรวน ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น และอาจนำไปสู่ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก
สำหรับประเทศไทย ดร.สนธิระบุว่า กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงอย่างรุนแรง โดยมีการเตือนจากหน่วยงานระดับโลกว่าหากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี พื้นที่กรุงเทพฯ อาจเสี่ยงน้ำท่วมสูงถึง 40-96% ขณะเดียวกันกรุงเทพฯ ยังเผชิญปัญหาแผ่นดินทรุดปีละ 1-2 เซนติเมตร และมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้น้ำไหลเข้ามารวมกันและต้องรอการระบาย
ดร.สนธิระบุว่า ประเทศไทยต้องเลิก“ถอดบทเรียน” หลังเกิดภัยพิบัติ แต่ต้องเดินหน้าปฏิรูประบบรับมือภัยพิบัติ โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับและเยียวยาเป็นการทำงานเชิงรุก รวมถึงทำให้การคาดการณ์มีความแม่นยำ กระจายอำนาจ และนำ Big Data กับ AI มาใช้ เนื่องจากปัจจุบันระบบยังแยกส่วนและต้องพึ่งพาการสื่อสารผ่านหนังสือราชการ
ดร.เสรีย้ำ กทม.-ปริมณฑลยังไม่ต้องกังวลน้ำเหนือ จี้ท้องถิ่นร่วมเตือนภัย
ขณะที่ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ระบุว่า สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังไม่ต้องกังวลจากน้ำเหนือ โดยประเมินว่าสัปดาห์หน้าไม่มีความเสี่ยงจากพายุฝน และน้ำหลาก โดยฝนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะไปอยู่บริเวณภาคเหนือและภาคใต้ พร้อมย้ำว่าการประเมินสถานการณ์ต้องอยู่บนฐานข้อเท็จจริง ไม่ควรนำข้อมูลเก่ามาสร้างความตื่นตระหนก
ในส่วนระบบเตือนภัย ดร.เสรี เสนอให้ระบบ National Alert ทำหน้าที่เตือนภัยขนาดใหญ่ ขณะที่น้ำท่วมควรเปิดให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการแจ้งเตือน เพราะท้องถิ่นรู้สภาพพื้นที่ดีที่สุด โดยสามารถนำระบบ Cell Broadcast มาใช้ในระดับพื้นที่ หากท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อม รัฐบาลต้องเข้าไปสนับสนุนเครื่องมือและระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเตือนภัยล่าช้าหรือไม่สามารถระบุพื้นที่อพยพและศูนย์พักพิงได้
ระบบ National Alert ควรใช้สำหรับภัยขนาดใหญ่และการเตือนภัยในภาพรวม ขณะที่น้ำท่วมควรให้ท้องถิ่นเป็นผู้แจ้งเตือน เพราะเข้าใจสภาพพื้นที่ดีที่สุด โดยรัฐต้องสนับสนุนเครื่องมือและระบบ เช่น Cell Broadcast หากท้องถิ่นยังไม่พร้อม เพื่อแก้ปัญหาการเตือนภัยล่าช้าและการขาดแผนอพยพหรือศูนย์พักพิงที่ชัดเจน โดยทุกระบบต้องทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น
TDRI ชี้โลกเปลี่ยน แต่ระบบรับมือภัยยังอยู่ในโลกเดิม
ด้านนายณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโสจาก TDRI กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยพิบัติมีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานและระบบรับมือภัยของมนุษย์ถูกออกแบบขึ้นจากอดีต จึงไม่สามารถรองรับโจทย์ของโลกใหม่ได้และจำเป็นต้องออกแบบระบบใหม่
นายณัฐสิฏ มองว่า รูปแบบเดิมที่เมื่อเกิดภัยแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ แจกถุงยังชีพ เยียวยา และฟื้นฟู อาจเคยเพียงพอในช่วงที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นห่างกันหลายปี แต่ปัจจุบันระยะเวลาระหว่างภัยพิบัติสั้นลง ทำให้ประชาชนไม่มีเวลาฟื้นตัว จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดและสร้าง Operation Model ที่สามารถรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติรูปแบบใหม่ได้
“วิธีการก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะวิธีการที่ผ่านมามันตามไม่ทัน ไม่ใช่แค่เกิดภัยพิบัติเข้าไปช่วยแล้วก็แยกย้าย เพราะวันนี้โจทย์เปลี่ยนไปเวลาเกิดภัย และปัญหาสำคัญของเราอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มี Operation Model ที่มีความสามารถที่รับมือปัญหาเหล่านี้ เวลาเกิดภัยพิบัติขึ้น”







