
ผู้เชี่ยวชาญแนะ “FEMAโมเดล” ตั้งหน่วยงานกลางรับมือภัยพิบัติ ลดการเมืองแทรกแซง
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ เสนอปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติไทย ตั้งหน่วยงานกลางบัญชาการอิสระ ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ตัดสินใจ แก้ปัญหาหน่วยงานมีข้อมูลแต่ไร้อำนาจสั่งการ ขณะที่ผู้มีอำนาจติดข้อจำกัดระเบียบราชการและเสี่ยงถูกตรวจสอบ ชู 5 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่ยกระดับภัยพิบัติเป็นภัยความมั่นคงของชาติ วางแผนแม่บท 3 ฝ่าย ไปจนถึงบูรณาการความเสี่ยงในทุกโครงการพัฒนา
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานกลางบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยใช้โมเดลจากหน่วยงาน FEMA ของสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ
- มีเป้าหมายเพื่อสร้างศูนย์บัญชาการที่เป็นเอกภาพ ลดการแทรกแซงทางการเมือง และทำให้การตัดสินใจรับมือภัยพิบัติอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
- เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างปัจจุบันที่หน่วยงานมีความรู้แต่ไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง ทำให้การป้องกันและช่วยเหลือล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ
- หน่วยงานกลางที่เสนอจะมีอำนาจบัญชาการเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การเตือนภัย ไปจนถึงการสั่งการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มักจะเกิดปัญหาทั้งในมิติของการป้องกัน และการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ จากปัญหาดังกล่าวรศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจ ถึงข้อเสนอแนวทางปฏิรูประบบบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย โดยนำแนวคิดจาก Federal Emergency Management Agency (FEMA) หรือหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกามาประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบ
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์มองว่า การจัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีอำนาจบัญชาการสถานการณ์อย่างเป็นเอกภาพ จะช่วยลดข้อจำกัดจากระบบราชการและปัจจัยทางการเมือง เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และหลักวิชาการเป็นสำคัญ
ข้อมูลน้อย ขาดเจ้าภาพ
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวถึงปัญหาการจัดการภัยพิบัติของไทยว่า ไม่ได้มีเพียงข้อจำกัดด้านข้อมูล เทคโนโลยี หรือทรัพยากรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างการบริหารที่ทำให้หน่วยงานซึ่งมีข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิชาการไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง
ขณะที่หน่วยงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายกลับต้องเผชิญข้อจำกัดด้านระเบียบปฏิบัติ และความรับผิดชอบจากการตัดสินใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการล่วงหน้าเพื่อป้องกันความสูญเสีย
ตัวอย่างเช่น การแจ้งเตือนประชาชนให้อพยพก่อนเกิดเหตุ หรือการเตรียมเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อจัดหาน้ำมันและทรัพยากรสำหรับปฏิบัติการฉุกเฉิน
หากประเมินสถานการณ์แล้ว แต่เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นตามที่คาด เจ้าหน้าที่อาจกังวลว่าจะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในภายหลัง ส่งผลให้การตัดสินใจเชิงป้องกันมีความเสี่ยงและอาจเกิดความล่าช้า
นอกจากนี้ การเตือนภัยและการบริหารจัดการน้ำยังอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง ทั้งความกังวลต่อผลกระทบในพื้นที่ฐานเสียงของนักการเมืองหรือผู้บริหาร ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงนโยบายและการโยกย้ายบุคลากรเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้การบริหารจัดการขาดความต่อเนื่อง และลดประสิทธิภาพในการรับมือสถานการณ์ที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและแม่นยำ
ตั้งหน่วยงานกลางบัญชาการภัยพิบัติ
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์เสนอให้จัดตั้งหน่วยงานกลางบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ชัดเจน คล้ายคลึงกับ FEMA ของสหรัฐฯ โดยสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการหลัก (Command Center) ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์สถานการณ์ การแจ้งเตือนภัย ไปจนถึงการสั่งการรับมือเหตุการณ์ โดยมีข้อมูลและหลักวิชาการเป็นฐานในการตัดสินใจ
แนวคิดสำคัญคือการออกแบบองค์กรให้มีความคล่องตัว ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดของระบบราชการปกติ และลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ตามระดับความเสี่ยงและความจำเป็นของสถานการณ์ ไม่ต้องรอการประสานงานหรือคำสั่งจากหลายหน่วยงานจนเสียเวลา
ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยี เป็นหัวใจของการตัดสินใจ
หัวใจของแนวคิด FEMA ไทย คือการเปลี่ยนจากการบริหารจัดการที่เน้นการประสานงานตามลำดับชั้น มาเป็นระบบที่ใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในการบัญชาการ โดยหน่วยงานกลางต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ นำมาวิเคราะห์ร่วมกัน และแปลงข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่นำไปปฏิบัติได้จริง
การทำงานจึงต้องอาศัยทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำ อุตุนิยมวิทยา ธรณีวิทยา วิศวกรรมโครงสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจสภาพพื้นที่และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานจริง
การมีศูนย์บัญชาการที่ใช้ข้อมูลร่วมกันจะช่วยให้การประเมินสถานการณ์ การกำหนดพื้นที่เสี่ยง และการวางแผนอพยพมีความสอดคล้องกันมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องมีระบบสื่อสารข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์และลดความสับสนจากการแจ้งเตือนที่ไม่เป็นเอกภาพ
ทำความรู้จัก FEMA สหรัฐฯ
Federal Emergency Management Agency (FEMA) เป็นหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ก่อตั้งเมื่อปี 2522 มีภารกิจตั้งแต่เตรียมพร้อม ป้องกัน ลดความเสี่ยง รับมือ และฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดอำนาจและความรับผิดชอบชัดเจน มีภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย การลดความเสี่ยง การตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
ระบบจัดการภัยพิบัติของสหรัฐฯ จะเริ่มจากหน่วยงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบเหตุการณ์เป็นลำดับแรก ก่อนระดมความช่วยเหลือจากระดับที่สูงขึ้นเมื่อทรัพยากรไม่เพียงพอ
ในกรณีภัยพิบัติขนาดใหญ่ ผู้ว่าการรัฐหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายจะเป็นผู้ยื่นคำขอให้ประกาศภัยพิบัติระดับรัฐบาลกลาง โดย FEMA จะช่วยประเมินความเสียหายและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณา
ขณะที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ตัดสินใจประกาศภัยพิบัติตามกรอบกฎหมาย เมื่อมีการประกาศภัยพิบัติแล้ว FEMA จะประสานการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง และบริหารโครงการช่วยเหลือตามประเภทภัยพิบัติ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติ






