thansettakij
thansettakij
ประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551

มหาดไทย ซาวด์เสียงประเมิน พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง สิทธิเลือก 'นาง-นางสาว'

04 ต.ค. 69 | 09:31 น.

กระทรวงมหาดไทย ประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 เช็กความคุ้มค่า-สิทธิและเสรีภาพหญิง-ผลกระทบการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมสำรวจความคิดเห็น ปรับปรุงกฎหมายให้ทันยุค

KEY

POINTS

  • กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง กำลังประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 เพื่อพิจารณาแก้ไขปรับปรุง
  • การประเมินมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่ากฎหมายบรรลุเป้าหมายในการให้สิทธิผู้หญิงเลือกใช้คำนำหน้านาม "นาง" หรือ "นางสาว" ได้ตามความสมัครใจหรือไม่
  • มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบและความเป็นธรรมของกฎหมายฉบับดังกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมการปกครอง อยู่ระหว่างการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงพ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นการประเมินการบังคับใช้กฎหมายว่า ได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายหรือไม่ 

รวมทั้งคุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่ หรือมีผลกระทบอื่นอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ อย่างไร และเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือความคิดเห็นจากผู้ซึ่งมีสิทธิหรือหน้าที่ หรือได้รับผลกระทบที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งหน่วยงานที่ปฏิบัติตามและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 ต่อไป

กรมการปกครอง แจ้งเหตุผลว่า ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้รัฐจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลา ที่กำหนด เพื่อให้มีการตรวจสอบ ทบทวนและพัฒนากฎหมายให้มีความเหมาะสมเป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร และสอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป 

ดังนั้น กรมการปกครองจึงจัดทำแบบรับฟังความคิดเห็นเพื่อใช้ประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายนี้ขึ้น วัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้ โดยที่การใช้คำนำหน้านามของหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้ว และต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลงต้องใช้คำนำหน้านามคำเดียว โดยมิอาจเลือกได้ตามความสมัครใจ ทำให้เกิดผลกระทบต่อหญิงดังกล่าวในการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิ การประกอบอาชีพ การศึกษา ของบุตร และการทำนิติกรรมต่าง ๆ 

ส่งผลให้การใช้คำนำหน้านามในลักษณะดังกล่าวของหญิง มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ สมควรกำหนดให้หญิงมีทางเลือกในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจซึ่งเป็นการสอดคล้อง กับการเลือกใช้นามสกุลตามกฎหมายว่าด้วยชื่อบุคคล 

สำหรับมาตรการที่สำคัญของกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้หญิงมีทางเลือกในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจ โดยประโยชน์ที่คาดว่าประชาชนจะได้รับจากการมีกฎหมายฉบับนี้นั้น ประชาชนได้รับความเท่าเทียมกันในการใช้คำนำหน้านามตามหลักสิทธิมนุษยชน

แหล่งข่าวระบุว่า ในการเปิดรับฟังความคิดเห็นนั้น มีคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 เช่น เห็นด้วยหรือไม่ว่ากฎหมายฉบับนี้ช่วยให้ หญิงมีสิทธิและเสรีภาพในการเลือกใช้คำนำหน้านามของตนเองมากขึ้น รวมทั้งคิดว่า พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 ดังกล่าวให้สิทธิเสรีภาพแก่สตรีในการเลือกใช้คำนำหน้านาม หรือไม่ อย่างไร

ขณะเดียวกัน เคยอนุญาตให้ใช้คำนำหน้านามหญิงให้แก่บุคคล ในกรณีดังต่อไปนี้หรือไม่ 1.หญิงซึ่งมีอายุ 15 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป และยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้ใช้คำนำหน้านามว่า "นางสาว" 2.หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว ใช้คำนำหน้านามว่า "นาง" หรือ "นางสาว" ได้ตามความสมัครใจ 3.หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว หากต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลงจะใช้คำนำหน้านามว่า "นาง" หรือ "นางสาว" ได้ตามความสมัครใจ 4.เลือกทุกข้อ และ 5.ไม่เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งข้างต้น

เช่นเดียวกับถามว่า เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ก่อให้เกิดผลดังต่อไปนี้หรือไม่ อย่างไร  1.เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพของประชาชน 2.ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม 3.เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 4.เป็นการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ 5.มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมหรือสุขภาวะ หรือผลกระทบอื่นที่สำคัญ เป็นต้น