thansettakij
thansettakij
มท.4 สั่งปราบ “ภัยทะเบียน” ฟัน ขรก. เอี่ยวทุจริต ต้องรับโทษทันที

มท.4 สั่งปราบ “ภัยทะเบียน” ฟัน ขรก. เอี่ยวทุจริต ต้องรับโทษทันที

06 ก.ย. 69 | 04:50 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ย. 69 | 04:50 น.

“วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์“ มท.4 ยอดปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง-ไชยปราการ” สั่งกรมการปกครองตรวจย้อนหลัง ปราบทุจริตสวมสิทธิทะเบียนราษฎร ชี้พบเจ้าหน้าที่เอี่ยวต้องรับโทษทันที

KEY

POINTS

  • มท.4 สั่งกรมการปกครองเดินหน้าปราบปราม "ภัยทะเบียน" เชิงรุก เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตในระบบทะเบียนราษฎรทั้งระบบ
  • ให้นำข้อมูลจากปฏิบัติการที่ผ่านมา มาวิเคราะห์เพื่อขยายผลตรวจสอบย้อนกลับทุกขั้นตอน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะจุดที่พบความผิด
  • เน้นการทำงาน 4 ขั้นตอน คือ "ตรวจให้เจอ-ขยายผลให้ถึง-จัดการคนผิด-ปิดช่องโหว่" เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • หากพบเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายและรับโทษทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการปกครองเดินหน้าปราบปราม “ภัยทะเบียน” ในเชิงรุก โดยนำข้อมูลจากปฏิบัติการที่ผ่านมาทั้ง “กวาดบ้านกลางกรุง” ซึ่งพบความผิดปกติจากการตรวจสอบทะเบียนและการพักอาศัยในพื้นที่เป้าหมาย และ “ปฏิบัติการไชยปราการ” ที่ขยายผลไปถึงบุคคลและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ทำให้เห็นว่าปัญหาทะเบียนต้องตรวจสอบทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุดที่พบความผิด

โดยให้นำข้อมูลไปวิเคราะห์และขยายผล ไม่จำกัดเพียงการดำเนินคดีรายกรณี แต่ให้ตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การแจ้งข้อมูล การเพิ่มชื่อ การย้ายทะเบียน ไปจนถึงการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเปิดช่องให้เกิดการทุจริต ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“จากนี้สั่งให้ลุยต่อ ไม่ใช่จบแค่คดีที่จับได้ แต่ต้องเอาข้อมูลจากทุกปฏิบัติการมาวิเคราะห์หาความผิดปกติในพื้นที่อื่นด้วย โดยแนวทางการทำงานจะเน้น 4 ขั้นตอน คือ “ตรวจให้เจอ–ขยายผลให้ถึง–จัดการคนผิด–ปิดช่องโหว่” เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบทะเบียนถูกนำไปใช้สวมสิทธิหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ"

ย้ำทะเบียนเป็นฐานข้อมูลสำคัญ ต้องปิดช่องตั้งแต่ต้นทาง

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทะเบียนราษฎรเป็นฐานข้อมูลสำคัญของประเทศ จึงไม่ควรมองเป็นเพียงขั้นตอนด้านเอกสาร แต่ต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง เพราะหากข้อมูลต้นทางผิด อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการอื่นตามมา

“สิ่งที่เรากำลังทำคือปิดช่องตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยตามแก้ ใครทำผิดต้องถูกดำเนินการ ใครเปิดช่องให้เกิดการทุจริตก็ต้องรับผิด และช่องโหว่ที่พบต้องถูกแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำ”

ทั้งนี้ ผลจากปฏิบัติการที่ผ่านมาไม่ควรถูกมองเป็นเพียงสถิติการจับกุม แต่ต้องนำมาใช้เป็นบทเรียนจากพื้นที่จริง เพื่อค้นหารูปแบบความผิดปกติ และตรวจสอบว่ามีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นหรือไม่ พร้อมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลและทำงานเชิงรุก

โดยเฉพาะการตรวจสอบรายการที่มีลักษณะผิดปกติ การเชื่อมโยงข้อมูลบุคคล และกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พบความผิดปกติก่อนขยายเป็นปัญหาใหญ่ และหากเจอคนผิดต้องจัดการ เจอขบวนการต้องขยายผล เจอช่องโหว่ต้องปิด นี่คือแนวทางของการปราบภัยทะเบียนจากนี้

นายวรศิษฎ์ ย้ำว่า การปราบปรามภัยทะเบียนต้องไม่กระทบประชาชนที่สุจริต ทุกกรณีต้องใช้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก ขณะที่ผู้ใช้ช่องโหว่ของระบบเพื่อกระทำผิดจะต้องถูกดำเนินการอย่างจริงจัง

“ทะเบียนต้องเป็นหลักประกันความถูกต้องของประชาชน ไม่ใช่ช่องทางให้คนผิดใช้ประโยชน์ จากนี้จะไม่รอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่จะลุยตรวจ ปิดช่อง และจัดการตั้งแต่ต้นทาง”