
ไทยติดท็อป 3 โลกดิจิทัลโนแมด อันดับ 4 ผู้เกษียณ รัฐชูโอกาสดึงกำลังซื้อ
ไทยคว้าอันดับ 3 โลกดิจิทัลโนแมด อันดับ 4 ผู้เกษียณ รัฐต่อยอดดึงต่างชาติพำนักยาว เพิ่มกำลังซื้อ หนุนธุรกิจที่พัก สุขภาพ และบริการ
KEY
POINTS
- ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายอันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมด และอันดับ 4 สำหรับผู้เกษียณ จาก Rumavi Global Relocation Index 2026
- รัฐบาลมองว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในการดึงดูดชาวต่างชาติกลุ่มนี้ให้พำนักระยะยาว เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นธุรกิจที่พัก สุขภาพ และบริการ
- มีนโยบายต่อยอดจุดแข็งของประเทศ โดยจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและยกระดับบริการสุขภาพ เพื่อเปลี่ยนจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่การเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายและระยะเวลาพำนัก
ไทยคว้าอันดับ 3 โลกดิจิทัลโนแมด อันดับ 4 ผู้เกษียณ รัฐต่อยอดดึงต่างชาติพำนักยาว เพิ่มกำลังซื้อ หนุนธุรกิจที่พัก สุขภาพ และบริการ
วันนี้ (12 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า VnExpress International ของเวียดนาม และ The Star ของมาเลเซีย รายงานผล Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งประเมิน 192 ประเทศและดินแดนทั่วโลก
โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายอันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมด (Digital Nomads) ด้วยคะแนน 75.4 และอันดับ 4 ของโลกสำหรับผู้เกษียณ (Retirees) ด้วยคะแนน 74.3 สะท้อนว่าไทยไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านการท่องเที่ยว แต่มีศักยภาพเป็นจุดหมายสำหรับ “อยู่นาน ทำงาน และใช้ชีวิต” ในระดับโลก
สำหรับดิจิทัลโนแมด ไทยอยู่อันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและโปรตุเกส ส่วนกลุ่มผู้เกษียณ ไทยอยู่อันดับ 4 รองจากมาเลเซีย ปานามา และโปรตุเกส โดยทั้งสองประเภทไทยเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
จุดแข็งของไทยอยู่ที่ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ 96.9 คะแนน ระบบเงินตราและธนาคาร 91.8 คะแนน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 89.4 คะแนน รวมถึงคุณภาพและต้นทุนการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างละ 78 คะแนน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนทำงานจากระยะไกลและผู้เกษียณที่ต้องการพำนักระยะยาว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองอันดับดังกล่าวเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” เพราะดิจิทัลโนแมดและผู้เกษียณต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีโอกาสพำนักและใช้จ่ายในประเทศต่อเนื่อง ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง สุขภาพ และบริการต่างๆ หากสามารถดึงดูดให้พำนักนานขึ้น ย่อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการและชุมชนได้ตลอดทั้งปี
“เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยวไทย แต่ต้องทำให้คนที่มีศักยภาพอยากอยู่ไทยนานขึ้น และใช้จ่ายในไทยมากขึ้น อันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมดและอันดับ 4 สำหรับผู้เกษียณ จึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องเปลี่ยนให้เป็นรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจ”
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะต่อยอดจุดแข็งดังกล่าวผ่านการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล ภาคบริการ และระบบสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยเป็นจุดหมายคุณภาพตลอด 365 วัน โดยขยับจากการเน้น “จำนวนคนมาเที่ยว” ไปสู่การเพิ่ม “มูลค่าต่อคนและระยะเวลาพำนัก” ให้มากขึ้น
สำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสภาพแวดล้อมที่รองรับการทำงานและพำนักระยะยาว ขณะที่กลุ่มผู้เกษียณจะเชื่อมโยงกับการยกระดับบริการสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ เศรษฐกิจสุขภาพ และเศรษฐกิจสูงวัย ซึ่งเป็นภาคบริการมูลค่าสูงที่ประเทศไทยมีศักยภาพ
“จุดแข็งของไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘เที่ยวดี’ แต่คือ ‘อยู่ได้ ทำงานได้ และเกษียณได้’ รัฐบาลจะต่อยอดจุดแข็งนี้ให้เป็น Destination Thailand ที่ดึงกำลังซื้อ สร้างรายได้ใหม่ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น”
ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับยังสะท้อนประเด็นที่ไทยต้องเร่งพัฒนา ทั้งการเข้าถึงภาษาอังกฤษ โอกาสทางธุรกิจ และหลักนิติธรรม ซึ่งรัฐบาลจะนำมาประกอบการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าทำงาน และน่าลงทุนในระยะยาว







