thansettakij
thansettakij
คนไทยป่วย ‘ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว’ 1.6 ล้านคน ชงเทคโนโลยี PFA ทางเลือกใหม่

คนไทยป่วย ‘ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว’ 1.6 ล้านคน ชงเทคโนโลยี PFA ทางเลือกใหม่

12 ก.ย. 69 | 07:05 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.ย. 69 | 07:05 น.

คนไทยป่วย ‘ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว’ 1.6 ล้านคน รพ.วิมุต เดินหน้ายกระดับการรักษาโรคหัวใจซับซ้อน ด้วยนวัตกรรมจี้ไฟฟ้าหัวใจ PFA เพิ่มทางเลือกในการดูแลผู้ป่วย

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยมีผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) มากกว่า 1.6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
  • โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้นำเทคโนโลยี Pulsed Field Ablation (PFA) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่มาใช้เป็นทางเลือกในการรักษา
  • เทคโนโลยี PFA ใช้สนามไฟฟ้าพลังงานสูงในการจี้หัวใจ ทำให้รักษาได้อย่างแม่นยำและลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียงเมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิม

รายงาน Beyond the Burden: The Impact of Atrial Fibrillation in Asia Pacific  ระบุว่า ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วกำลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขไทยที่มีผู้ป่วยมากกว่า 1.6 ล้านคน โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงลงทุนนำนวัตกรรม Pulsed Field Ablation เข้ามาใช้เป็นทางเลือกในการรักษาโรคซับซ้อน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านบริการสุขภาพเฉพาะทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

คาดปี 2050 ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วพุ่ง 72 ล้านคน

รายงาน Beyond the Burden: The Impact of Atrial Fibrillation in Asia Pacific นำเสนอในงานประชุมวิชาการของสมาคมจังหวะการเต้นของหัวใจแห่งเอเชียแปซิฟิก (APHRS) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้เผชิญภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) มากกว่า 16 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 72 ล้านคนภายในปี 2050 ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงกว่าจำนวนผู้ป่วยในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือรวมกัน

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วกำลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขไทยที่มีผู้ป่วยมากกว่า 1.6 ล้านคน

ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยรายใหม่เพิ่มขึ้นราว 1.4 ล้านคน ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการรักษา การติดตามโรค และภาวะแทรกซ้อนในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1.8 ถึง 5.6 เท่าในทุกๆ 10 ปี สำหรับประเทศไทย พบผู้ป่วยภาวะ AF แล้วมากกว่า 1.6 ล้านคน และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นตามสัดส่วนของประชากรสูงวัยและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ภาวะ Atrial Fibrillation (AF) คือภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ ทำให้ประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นรัวหรือสะดุด เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด ไปจนถึงอาการแน่นหน้าอก จุดยากในการตรวจวินิจฉัยภาวะนี้คือ อาการมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการแสดง หรืออาการหายไปก่อนมาพบแพทย์ ทำให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพียงครั้งเดียวอาจไม่พบความผิดปกติ

แพทย์จึงต้องอาศัยเครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจเพิ่มเติม เช่น Holter Monitor หรือเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง ที่สำคัญภาวะ AF ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ การตรวจพบและวางแผนรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในการรักษาภาวะ AF ปัจจุบันมีตั้งแต่การใช้ยาควบคุมอัตราหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ตลอดจนการทำหัตถการจี้หัวใจ ซึ่งเดิมทีใช้พลังงานความร้อน (Radiofrequency Ablation) หรือความเย็นจัด (Cryoablation)

ชูเทคโนโลยี PFA ทางเลือกใหม่การรักษา

ล่าสุด ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้นำเทคโนโลยี Pulsed Field Ablation (PFA) มาใช้เป็นทางเลือกใหม่ นวัตกรรมนี้ใช้การส่งสนามไฟฟ้าพลังงานสูงในช่วงเวลาสั้นๆ ไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดกระบวนการ Electroporation ส่งผลให้เซลล์เป้าหมายสลายตัวโดยไม่ใช้ความร้อนหรือความเย็นเป็นกลไกหลัก

คุณสมบัติการตอบสนองที่แตกต่างกันของเนื้อเยื่อต่อสนามไฟฟ้า ช่วยให้ PFA มุ่งพลังงานไปที่เนื้อเยื่อหัวใจได้อย่างแม่นยำ และลดโอกาสเกิดผลกระทบต่อโครงสร้างรอบข้าง เช่น หลอดอาหารและเส้นประสาทกะบังลม ทำให้ PFA กลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ หรือผู้ที่ยังมีอาการหลังได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายรายไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติเนื่องจากอาการเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ การตรวจ ECG ครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องอาศัยการซักประวัติ การประเมินปัจจัยเสี่ยง และการเลือกใช้เครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลได้ตั้งแต่ระยะแรก

ภาวะ Atrial Fibrillation (AF) คือภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ

ทั้งนี้ เทคโนโลยี PFA ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นำมาใช้เสริมการรักษาผู้ป่วย AF ที่มีข้อบ่งชี้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทีมแพทย์ด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ พยาบาล บุคลากรห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และทีมดูแลหลังทำหัตถการ เพื่อให้การรักษาสอดคล้องกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย

การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดและสังคมสูงวัย ได้ส่งผลให้ความต้องการในตลาดบริการสุขภาพปรับเปลี่ยนจากการรักษาทั่วไปไปสู่นวัตกรรมการดูแลโรคเฉพาะทางที่มีความซับซ้อนสูง โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงวางตำแหน่งศูนย์หัวใจและหลอดเลือดให้มีความพร้อมทั้งระบบวินิจฉัย ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และเทคโนโลยีหัตถการ

เพื่อรองรับความต้องการรักษาโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น โดยการทำ PFA จะต้องอาศัยระบบตรวจและรักษาที่เกี่ยวข้องกับสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจและการสวนหัวใจ เพื่อประเมินตำแหน่งสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติก่อนส่งพลังงานไปยังจุดเป้าหมาย

นอกจากนี้ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ยังครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่การตรวจประเมิน วินิจฉัย วางแผนรักษา และการติดตามผลหลังทำหัตถการ PFA อย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแลแผล การปรับยา และการแนะนำระยะเวลาพักฟื้น

โดยแพทย์เน้นย้ำว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรหยุดหรือปรับยาเองแม้อาการใจสั่นจะหายไปแล้ว สำหรับผู้ที่มีอาการสุ่มเสี่ยง เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นสะดุด เหนื่อยง่าย หรือหน้ามืด สามารถเข้ารับการตรวจและนัดหมายได้ที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต หรือผ่านแอปพลิเคชัน ViMUT

โรงพยาบาลวิมุต เป็นโรงพยาบาลขั้นตติยภูมิ (Tertiary Care) ขนาด 235 เตียง สูง 18 ชั้น ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ออกแบบตามมาตรฐานสากล JCI มุ่งเน้นการรักษาโรคซับซ้อน ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด สมอง เบาหวาน กระดูก ระบบทางเดินอาหาร ตับ และกลุ่มโรค NCDs พร้อมบริการศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุ (Geriatric center)

การดูแลฟื้นฟูหลังวิกฤต (Transitional Care) และบริการรูปแบบ One-stop Service ผ่านแอปพลิเคชัน ViMUT ที่รองรับการตรวจประเมิน การทำ Telemedicine และการจัดส่งยาถึงบ้าน การนำเทคโนโลยี PFA เข้ามาใช้ในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์ในการยกระดับศักยภาพการรักษาโรคยากและซับซ้อนเพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยในปัจจุบันและอนาคต