
สตช.-กทม.ผนึกศึกษาแก้กฎหมาย"โซนนิ่งสถานบริการ"เข้มไฟไหม้ทั่วประเทศ
ล้อมคอก สตช.-กทม.ผนึกกำลังยกเครื่องความปลอดภัยสถานบริการ ศึกษาแก้กฎหมาย "โซนนิ่ง-นิยามสถานบริการ" ตั้งเช็กลิสต์กลางตรวจเข้มอัคคีภัยทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- สตช. และ กทม. ร่วมมือศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายโซนนิ่งและนิยามของสถานบริการให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเมืองปัจจุบัน
- จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานบริการให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ
- เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย โดยเฉพาะทางหนีไฟ และการใช้วัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น ฉนวน PU Foam
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสถานบริการทั่วประเทศ ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี "อนุทิน ชาญวีรกูล" เตรียมศึกษาปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยโซนนิ่งและนิยามสถานบริการให้ทันต่อรูปแบบธุรกิจยุคใหม่
พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกำหนดมาตรฐานตรวจสอบเดียวกันทั่วประเทศ เน้นตรวจระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ สปริงเกอร์ และวัสดุก่อสร้างที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการใช้ฉนวน PU Foam ที่ติดไฟง่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว
ตร.-กทม.ลุยยกระดับมาตรฐานสถานบริการทั่วประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ขานรับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของสถานบริการทั่วประเทศ โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการให้เป็นรูปธรรม
"สตช.-กทม."ถกวางแผนยกเครื่องมาตรฐานความปลอดภัย
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เข้าร่วมประชุมกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารจากหลายหน่วยงาน เพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการการทำงานในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการ
การประชุมมีผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
เล็งแก้กฎหมาย"โซนนิ่งสถานบริการ"สอดรับเมืองขยายตัว
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือ การกำหนดพื้นที่ (Zoning) สำหรับสถานบริการ ซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน
ที่ประชุมเห็นว่า หลักเกณฑ์เดิมอาจไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของเมืองและลักษณะการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้การกำกับดูแลบางพื้นที่ไม่ตอบโจทย์สภาพความเป็นจริง จึงเห็นควรศึกษาปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับบริบทของเมืองในปัจจุบัน
ศึกษาปรับนิยาม"สถานบริการ"รองรับธุรกิจรูปแบบใหม่
นอกจากเรื่องโซนนิ่งแล้ว ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า นิยามของ "สถานบริการ" ตามกฎหมายปัจจุบัน อาจยังไม่ครอบคลุมรูปแบบธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายในบางกรณี
จึงมีข้อเสนอให้ศึกษาปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สามารถรองรับรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม
ตรวจเข้มวัสดุเสี่ยงไฟไหม้หลังพบหลายแห่งใช้ PU Foam
ด้านมาตรการด้านอัคคีภัย จากการตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการบางแห่งยังคงใช้ ฉนวนกันเสียงประเภท PU Foam ซึ่งเป็นวัสดุที่ติดไฟง่ายและสามารถทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว
จึงเห็นควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบวัสดุที่ใช้ภายในอาคาร รวมถึงระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยร้ายแรง
เช็กลิสต์มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้ง คณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบสถานบริการ
พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานใช้ Checklist มาตรฐานเดียวกัน ในการตรวจสอบ อาทิ
ทางหนีไฟ
ระบบสปริงเกอร์
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
วัสดุป้องกันอัคคีภัย
ระบบความปลอดภัยภายในอาคาร
ทั้งนี้เพื่อลดความแตกต่างในการปฏิบัติงาน และยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ
สำหรับประเด็นที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น
ระบบไฟฟ้า
โครงสร้างอาคาร
ระบบป้องกันอัคคีภัย
ที่ประชุมเห็นควรให้ วิศวกรวิชาชีพและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้าร่วมตรวจสอบ เพื่อให้ผลการตรวจมีความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ
จัดระดับความเสี่ยงเร่งตรวจสถานบริการกลุ่มเสี่ยงสูง
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การศึกษาระบบ จัดระดับความเสี่ยงของสถานประกอบการ (Risk-based Inspection) เพื่อใช้กำหนดมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทกิจการ
โดยจะเร่งตรวจสอบสถานบริการที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น
มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
ทางเข้า-ออกคับแคบ
ระบบความปลอดภัยบกพร่อง
มีความเสี่ยงด้านอัคคีภัย
หากพบว่ามีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จนกว่าจะปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน
ที่ประชุมยังเห็นควรศึกษาแนวทางเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของสถานบริการในรูปแบบที่เหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการ และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง






