thansettakij
thansettakij
ชัชชาติ สั่งตรวจเข้มสถานประกอบการทั่วกรุง พบร้านไหนเสี่ยงสั่งปิดทันที

ชัชชาติ สั่งตรวจเข้มสถานประกอบการทั่วกรุง พบร้านไหนเสี่ยงสั่งปิดทันที

14 ก.ค. 69 | 08:06 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ค. 69 | 08:09 น.

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งตรวจเข้มสถานประกอบการทั่วกรุง ใช้มาตรฐานเดียวกับสถานบริการ เร่งรวบรวมร้านเปิดเกินเวลาส่งปลัดทุกเดือน อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์บริเวณลาดพร้าวเสียชีวิตแล้ว 30 ราย

KEY

POINTS

  • ผู้ว่าฯ กทม. สั่ง 50 เขต ตรวจเชิงรุกสถานประกอบการ เน้นการสุ่มตรวจในช่วงเวลาเปิดบริการจริงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
  • เพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การตรวจสอบให้สูงกว่ากฎหมาย เช่น ตรวจสอบวัสดุตกแต่งที่ลามไฟ และหากพบร้านใดมีความเสี่ยงให้สั่งปิดทันที
  • เตรียมหารือกระทรวงมหาดไทยเพื่อปรับปรุงกฎหมายโซนนิ่งสถานบริการให้ยืดหยุ่นและทันสมัย เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • ให้ทุกเขตจัดทำบัญชีรายชื่อสถานประกอบการที่เปิดเกินเวลาหรือเข้าข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ

จากกรณีเพลิงไหม้โรงเบียร์ บริเวณย่านลาดพร้าว มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากนั้น ล่าสุด(14 ก.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งให้ทุกสำนักงานเขต (50เขต) ตรวจเชิงรุกสถานประกอบการในพื้นที่ โดยจะปรับปรุงรายการตรวจสอบ (Checklist) ให้เข้มงวดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อาทิ เพิ่มรายการตรวจสอบวัสดุตกแต่งที่ลามไฟ เพื่อความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัย

 เน้นสุ่มตรวจช่วงเปิดบริการจริง ควานหากฎหมายอื่นอุดช่องว่างสั่งปิดร้านเสี่ยง

โดยกำชับให้ทุกเขตเพิ่มการสุ่มตรวจโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และต้องลงพื้นที่ในช่วงเวลาที่สถานประกอบการเปิดให้บริการจริง เนื่องจากที่ผ่านมาการตรวจในช่วงเวลากลางวันหรือช่วงที่ไม่มีผู้ใช้บริการ จะเห็นสภาพอาคารที่สมบูรณ์แบบ แต่อาจไม่สะท้อนสภาพการใช้งานจริง จึงต้องเข้าตรวจสภาวะจริงเพื่อดูว่ามีการปิดกั้นทางหนีไฟหรือไม่ พร้อมสั่งให้มีการทดสอบระบบไฟฉุกเฉินและอุปกรณ์ดับเพลิงว่าทำงานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

เสนอมหาดไทยปรับโซนนิ่งให้ยืดหยุ่น-สอดคล้องเมือง

สำหรับประเด็นเรื่องโซนนิ่ง (Zoning) ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการไว้เพียง 3 จุดหลัก ทำให้สถานประกอบการรุ่นใหม่ขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแทนสถานบริการ ส่งผลให้ใช้กฎหมายคนละฉบับ กทม. จึงเตรียมทำเรื่องหารือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นทางการเพื่อปรับปรุงโซนนิ่งและกฎหมายร่วมกัน

โดยมองว่าไม่ได้ต้องการจะยกเลิกโซนนิ่ง แต่ควรออกแบบให้เหมาะสม ยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้ง่ายขึ้น เช่น การออกเป็นประกาศหรือกฎหมายลูกที่ทบทวนได้ทุกปีตามการเติบโตของเมือง อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตจำเป็นต้องออกข้อบัญญัติท้องถิ่นของ กทม. เองที่เข้มงวดกว่ากฎหมายควบคุมอาคารหลัก ก็พร้อมจะขับเคลื่อนและส่งให้คณะกรรมการควบคุมอาคารพิจารณาอนุมัติต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตรวบรวมข้อมูลสถานประกอบการที่มีพฤติการณ์เปิดเกินเวลาหรือขายสุราเกินกำหนด (ซึ่งเป็นอำนาจจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) รวมถึงข้อมูลธุรกิจที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือทุนสีเทาในพื้นที่ รวบรวมเป็นบัญชีรายชื่อส่งให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นประจำทุกเดือน เพื่อประสานส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังต่อไป

 

 

 

เร่งสอบข้อเท็จจริงเหตุเพลิงไหม้ ยกระดับมาตรการตรวจเชิงรุก 

จากนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 30 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอีก 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บรวม 75 ราย โดยกลับบ้านแล้ว 36 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.ค. 69 เวลา 09.30 น.) สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อทบทวนข้อบกพร่องและแนวทางปรับปรุงการดำเนินงาน รวมถึงกฎระเบียบต่าง ๆ ในส่วนที่ กทม. รับผิดชอบ