thansettakij
thansettakij
จับตา นายกฯ-กองปราบฯ-กสถ.เปิดผลสอบ "ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น" วันนี้

มติ กสถ.เพิกถอนสถานะขรก. 5,814 คน - กองปราบรวบ 3 ราย เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น

14 ก.ค. 69 | 22:19 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ค. 69 | 07:44 น.

มติที่ประชุม กสถ.ล่าสุดวันนี้ 15 ก.ค. 69 ส่งเพิกถอนส สถานะข้าราชการ 5,814 ราย ขณะที่ตำรวจ CIB ผนึกกองปราบฯ จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย เกี่ยวข้องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น หลังพบหลักฐานเด็ด “AI-bubbling” และขบวนการแก้คะแนนฟันเงินกว่า 4.5 พันล้านบาท

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติเสนอเพิกถอนสถานะข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 5,814 คน หลังตรวจสอบพบความผิดปกติของคะแนนสอบ
  • ตำรวจกองปราบปรามได้จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ตามหมายจับในคดีทุจริตการสอบแข่งขันฯ ซึ่งมีความผิดหลายข้อหา เช่น เป็นอั้งยี่ และปลอมแปลงเอกสารราชการ
  • การทุจริตใช้วิธีแก้ไขคะแนนสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีการสับเปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ข้อมูล และใช้เทคโนโลยี AI สร้างกระดาษคำตอบปลอมขึ้นมาใหม่

วันนี้ (15 ก.ค.69) เป็นวันเปิดเผยผลการตรวจสอบ "การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น"  หลังจากมีการจับกุมตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2569

โดยกำหนดการในวันนี้เริ่มจากเวลา 10.00 น. คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ บอร์ด กสถ. ประชุมนัดสำคัญเพื่อลงมติเพิกถอนสถานะข้าราชการที่พบความผิดปกติ ซึ่งคาดว่าจะมีสูงถึง 5,372 ราย หรือคิดเป็น 35.8% ของผู้ได้รับการบรรจุทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคใต้ที่มีสัดส่วนความผิดปกติสูงถึง 56.6%

จากนั้นเวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม จะแถลงผลการสอบสวนทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดอย่างเป็นทางการ เพื่อโชว์ผลงานการ "ล้างบ้าน" และประกาศทิศทางใหม่สู่ระบบการสอบแบบ e-Exam 100% เพื่อกอบกู้ศรัทธาคืนสู่ประชาชน

รองผู้ว่าฯ "มนัส" โผล่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ก.ค.2569) เวลา 08.30 น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้อง นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ปรากฏตัวที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ. ) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยทันทีเห็นสื่อมวลชน ได้รีบกล่าวตัดบทว่า "ช่วงนี้ปิดวาจา" ก่อนกล่าวว่า วันนี้มาให้ข้อมูลกรรมาธิการที่รัฐสภา ขอสื่อไปติดตามและเอาข้อมูลที่กรรมาธิการ

นายมนัส ยืนยันว่า วันนี้ไม่ได้มาชี้แจงต่อที่ประชุม กสถ. เพียงแต่มาขึ้นรถเพื่อที่จะไปรัฐสภา และยังย้ำว่า ขอปิดวาจา ขอให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น พร้อมขอสื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลให้รอบด้าน และพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของสื่อมวลชน พร้อมพูดติดตลกและชวน "กินทุเรียน" พร้อมระบุว่า ทำหน้าที่เพียงร่างทีโออาร์เท่านั้น อย่างอื่นไม่ได้ทำ ตนจะชี้แจงในส่วนที่ตนเองทำคือร่างทีโออาร์

‘ปลัดมหาดไทย’ นั่งหัวโต๊ะ กสถ. 

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. โดยวาระสำคัญคือ การพิจารณาเพิกถอน 5,000 รายชื่อ ของผู้ที่ได้รับการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น หลังพบคะแนนมีความผิดปกติ ไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ

ทั้งนี้ ก่อนการเข้าประชุม ผู้สื่อข่าวสอบถามนายอรรษิษฐ์ ว่าหนักใจหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ถามกลับว่า “หนักใจเรื่องอะไร”

เมื่อถามถึงวาระการประชุมในวันนี้จะมีการเพิกถอน 5,000 รายชื่อ ข้าราชการท้องถิ่นเลยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ย้ำว่า อำนาจอยู่ที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง แต่วันนี้ กสถ. เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก ก.กลาง เพื่อดำเนินการจัดสอบ ซึ่งเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นมา ก็จะต้องนำเข้าที่ประชุม กสถ. แล้วถึงส่งเรื่องต่อไปยัง ก.กลาง เพื่อพิจารณา และมีมติต่อไป โดยคาดว่า ก.กลาง จะมีการพิจารณาและมีมติในวันที่ 23 กรกฎาคม

สำหรับบรรยากาศก่อนการประชุมพบว่า มี กสถ. เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมด้วย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากนั้นเวลา 13.30 น.  หลังจากใช้เวลาประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมงที่ประชุม กสถ. มีมติส่งพิจารณาเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 5,814 คน 

จากนั้น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ว่า กรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตรวจสอบคะแนนดิบของผู้สอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น กับคะแนนที่ประกาศผล ซึ่งมี ป.ป.ท. และดีเอสไอ ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนน พบความผิดปกติ 5,000 กว่าคน แบ่งเป็น3กลุ่ม กลุ่มแรก คะแนนห่างกันชัดเจน ถูกอัพขึ้นมา 3,000 กว่าคน

ปลัดมหาดไทย กล่าวว่า กลุ่มที่สอง คะแนนดีอยู่แล้ว แต่กลับมีคะแนนเพิ่มขึ้นอีก ผิดปกติ 1,000 กว่าคน และกลุ่มที่สาม ห่างกันแค่1คะแนน ซึ่งเอกสารไม่ชัด ประมาณ 400 กว่าคน รวมทั้งสิ้น 5,814 คน

จากนี้จะได้ส่งรายชื่อทั้งหมดให้ ก.กลาง ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเพิกถอนบรรจุ จะประชุมในวันที่ 23ก.ค.นี้ ตามข้อมูลที่ได้ตรวจสอบแล้วกับหลายหน่วยงาน และ กสถ. ก็ได้ประชุมและเห็นควรส่งเรื่องนี้ต่อไป

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวโต๊ะเป็นประธานประชุม การติดตามดำเนิน การติดตามดำเนินคดีเครือข่ายการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น

CIB จับ 3 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 พบแก้คะแนนผ่านระบบคอมพิวเตอร์

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานการประชุมสรุปผลการจับกุมดำเนิน เป็นประธานการประชุมสรุปผลการจับกุมดำเนินคดีเครือข่ายทุจริตการสอบท้องถิ่น โดยมีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม รายงานว่า ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ตามหมายจับศาลอาญา ในคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568

ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย ชายอายุ 46 ปี ชายอายุ 40 ปี และหญิงอายุ 30 ปี ซึ่งถูกจับกุมในพื้นที่กองบังคับการปราบปราม จังหวัดหนองคาย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

มติ กสถ.เพิกถอนสถานะขรก. 5,814 คน - กองปราบรวบ 3 ราย เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น

ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันหลายฐานความผิด ได้แก่ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันทำให้เสียหายหรือทำลายข้อมูลของผู้อื่น ปลอมเอกสารราชการ ทุจริตโดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน รวมถึงร่วมกันเปิดเผยความลับ

จุดเริ่มต้นคดี

CIB รายงานว่า คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 หลังสำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการท้องถิ่นปี 2568

จากการตรวจค้นพบเอกสารและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก รวมถึงพบบุคคลภายในสถานที่เกิดเหตุกำลังดำเนินการแก้ไขสำเนากระดาษคำตอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินแลกกับการบรรจุเข้ารับราชการ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ปรับคะแนนให้ตรงกับคะแนนที่ประกาศผลก่อนหน้านี้

พนักงานสอบสวนระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายทุจริตการสอบ เนื่องจากเป็นการสร้างผลสอบอันเป็นเท็จ และพบพยานหลักฐานทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 กระทรวงมหาดไทยได้มอบอำนาจให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

จากนั้นวันที่ 26 มิถุนายน 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมในความผิดฐานเปิดเผยความลับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

พบเชื่อมโยงผู้ต้องหา 3 ราย

จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ตำรวจพบความเชื่อมโยงของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย โดยระบุว่าหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นเจ้าของสถานที่เกิดเหตุ ขณะที่อีก 2 รายมีหน้าที่นำไฟล์ข้อมูลสำเนากระดาษคำตอบเข้าสู่ระบบ และปฏิบัติงานแก้ไขข้อมูลตามคำสั่งของผู้ควบคุม

พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ก่อนเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดเพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย

เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าจะเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการและผู้ที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ CIB ได้ฝากเตือนไปยังประชาชนว่า “ไม่มีทางลัดในการเข้ารับราชการ” การหลงเชื่อขบวนการรับจ้างช่วยสอบหรือรับประกันการบรรจุ นอกจากจะสูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังอาจมีความผิดทางอาญา มีประวัติอาชญากรรม และถูกตัดสิทธิ์การสอบเข้ารับราชการตลอดชีวิต.

ไทม์ไลน์สำคัญ จากปฏิบัติการสายฟ้าแลบสู่การกระชากหน้ากาก "ตัวการใหญ่"

ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมเส้นทางความคืบหน้าของคดีถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เริ่มต้นจากการสืบสวนทางลับจนนำไปสู่การจับกุมต่อเนื่อง 

23 มิถุนายน 2569 จุดเริ่มต้นของการเปิดแผลใหญ่ เมื่อ บก.ปปป. บุกค้นบ้านพักในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี รวบผู้ต้องหาพร้อมหลักฐานดิจิทัลที่ระบุรายชื่อผู้สอบเข้าข่ายได้รับการ "แก้ไขคะแนน" กว่า 3,000 ราย

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 การเมืองเริ่มสั่นสะเทือน เมื่อ สส. พรรคประชาชน อภิปรายจี้รัฐบาลเปิดโผรายชื่อ "วีไอพี" ขณะที่กระทรวงมหาดไทยสั่งเชือดข้าราชการระดับสูง 5 รายทันทีเพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงทำงาน

6-8 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีลงนามตั้งคณะกรรมการตรวจสอบระดับชาติ พร้อมกับที่ ป.ป.ช. มีมติรับเป็น "คดีพิเศษ" ท่ามกลางกระแสข่าวคนใกล้ชิดบอร์ด ป.ป.ช. บางรายมีชื่อเอี่ยวในขบวนการ จนต้องมีการทำหนังสือขอถอนตัวจากคดี

11-13 กรกฎาคม 2569 ปฏิบัติการล่าตัวการใหญ่บรรลุผลสำเร็จ เริ่มจากการรวบตัว "ดร.วิน" ขณะหนีข้ามแดนไปยัง สปป.ลาว ตามมาด้วยการจับกุม "น.ส.ศตพร" (น้องสาว) และการเข้ามอบตัวของ "จ่าพิชิต" ผู้อยู่เบื้องหลังการดัดแปลงไฟล์คะแนนสอบในบริษัทเอกชน

14 กรกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยอมรับกลางทำเนียบฯ ว่า ดร.วิน เคยเป็นอดีตคณะทำงานจริง แต่ปฏิเสธความเกี่ยวข้องส่วนตัว

เจาะ 5 คณะทำงาน กวาดล้างวงจรทุจริตข้ามหน่วยงาน

เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมทุกมิติ รัฐบาลและหน่วยงานอิสระได้ประสานพลังผ่านคณะกรรมการถึง 5 ชุดหลัก

1. คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง (ระดับชาติ) นำโดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายและประเมินความเสี่ยงด้าน IT

2. คณะกรรมการไต่สวนคดีพิเศษ ป.ป.ช. รับผิดชอบสำนวนคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนรวมกว่า 6,014 ราย

3. คณะทำงานสืบสวน สตช. นำโดย ผบ.ตร. วิเคราะห์เส้นทางการเงินและพฤติการณ์ทุจริตย้อนหลัง 2 ปี

4. คณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง (มหาดไทย) ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการระดับสูงในสังกัด สถ.

5. กมธ.ป.ป.ช. (สภาฯ) ทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสในสัญญาจ้างและ TOR ระหว่าง สถ. และมหาวิทยาลัยผู้รับจ้าง

ผ่าโครงสร้าง "ตัวละคร" ขบวนการโกงสอบ 6,014 ชีวิต

ข้อมูลจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. สามารถจำแนกกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาออกเป็นสองขั้วอำนาจที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบ

1. กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและบอร์ด กสถ. 22 ราย เป็นกลุ่ม "ผู้กุมกุญแจ" ในการอนุมัติผลสอบ รวมถึงอดีตอธิบดี สถ. ถึง 2 ราย และผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการประกาศรายชื่อ

2. กลุ่มนายหน้าและมือดัดแปลงข้อมูล 33 ราย นำโดย ดร.วิน (อัศวิน โชติพนัง) ตัวการใหญ่ผู้จัดการแฟลชไดรฟ์บรรจุไฟล์คะแนนปลอม และ จ่าพิชิต (ดร.เอ) ผู้วางแผนทางเทคนิคในการแก้ไขข้อมูล นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายนายหน้ากระจายตัวตามภูมิภาค ที่ตรวจพบเงินสดซุกซ่อนกว่า 70 ล้านบาทพร้อมทองคำแท่งจำนวนมาก

ชำแหละกลโกงยุคดิจิทัล จาก "แฟลชไดรฟ์" สู่ "AI-bubbling"

ความน่ากลัวของคดีนี้อยู่ที่เทคนิคการปลอมแปลงที่แนบเนียนอย่างยิ่ง ขบวนการใช้ช่วง "สุญญากาศ" ในการส่งมอบข้อมูลจากมหาวิทยาลัยไปยังกรมส่งเสริมฯ เพื่อสับเปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ที่แก้ไขคะแนนแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการใช้เทคโนโลยี "AI-assisted bubbling system" หรือระบบ AI ควบคุมเครื่องจักรในการฝนกระดาษคำตอบชุดใหม่ เพื่อให้รอยดินสอมีความแม่นยำระดับพิกเซล ป้องกันการถูกตรวจสอบย้อนหลังทางกายภาพ ซึ่งพบความผิดปกติในกระดาษคำตอบสูงถึง 48 รายจากการสุ่มตรวจเพียง 79 ราย