
‘ฐาปน’ ชู ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ลดความเปราะบาง สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย
“ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ AI และซัพพลายเชน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังตอบโจทย์ สร้างความมั่งคั่งโดยไม่เพิ่มความเปราะบาง ย้ำการพัฒนาที่แท้จริงต้องลงถึงชุมชน พร้อมเชื่อม SEP กับ SDGs เดินหน้าความยั่งยืน
KEY
POINTS
- นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เพื่อลดความเปราะบางและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ
- บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวคิดเชิงปฏิบัติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ
- การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเน้นการเติบโตที่เข้าถึงชุมชนและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่วัดแค่ตัวเลข GDP โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้คนพึ่งพาตนเองและฟื้นตัวจากวิกฤตได้
- สามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาที่สมดุลในทางปฏิบัติ
นายนฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Group CEO) และกรรมการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานประชุม Bangkok Business Summit 2026 ในหัวข้อ “Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy” ถึงบทบาทของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) ต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกว่า ปรัชญาดังกล่าวยังมีความเกี่ยวข้องกับบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องทำให้การเติบโตสามารถเข้าถึงประชาชนและชุมชนได้อย่างแท้จริง
ย้อนบทเรียน “ต้มยำกุ้ง” สู่ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ
นายจิรายุ พรหมสิทธิ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ว่า หากมองย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ประเทศไทยเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวหลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายในเชิงปฏิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะหลัก ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี บนพื้นฐานของ ความรู้และคุณธรรม “เราไม่สามารถขจัดความไม่แน่นอนออกไปได้ แต่เราสามารถลดความเปราะบางที่ไม่จำเป็นลงได้”
นายจิรายุมองว่า SEP จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นแนวคิดเชิงปรัชญาหรือทฤษฎี แต่สามารถนำมาเป็น “วิธีคิด” เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤต ซึ่งทุกภาคส่วนต้องพิจารณาว่า ความเสี่ยงใดเป็นสิ่งจำเป็นและความเสี่ยงใดเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
โลกเชื่อมโยงมากขึ้น ความเสี่ยงกระทบทุกระดับ
นายจิรายุกล่าวว่า ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทานขยายตัวไปทั่วโลก ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ ธุรกิจ และวิถีชีวิตของผู้คน
ปัจจัยเหล่านี้สร้างผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม สำหรับภาคธุรกิจกระทบต่อตลาด การลงทุน ความสามารถในการแข่งขัน และผลประกอบการ ขณะที่ภาครัฐต้องรับมือกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนระดับชุมชน ผลกระทบอาจสะท้อนผ่านเรื่องการดำรงชีวิต อาหาร น้ำ การจ้างงาน และความมั่นคง ดังนั้น แม้แต่ละภาคส่วนจะมีบทบาทและความรับผิดชอบแตกต่างกัน แต่มีความท้าทายร่วมกัน คือ จะเดินหน้าสร้างความก้าวหน้าและการเติบโตได้อย่างไร ในโลกที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมบูรณ์
การพัฒนาต้องลงถึง “ชุมชน” ไม่ใช่แค่ GDP
นายจิรายุมองว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งในระดับประเทศ ธุรกิจ และชุมชน แต่การเติบโตที่แท้จริงไม่ควรวัดเพียง GDP การลงทุน ผลิตภาพ หรือความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น หากต้องพิจารณาว่าผลของการพัฒนาส่งต่อถึงประชาชนและชุมชนหรือไม่
“ครอบครัวสามารถรักษาความเป็นอยู่ได้หรือไม่ เกษตรกรสามารถปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ชุมชนสามารถบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรของตัวเองได้หรือไม่ วิสาหกิจท้องถิ่นสามารถเข้าถึงตลาดได้หรือไม่ และคนรุ่นใหม่สามารถค้นหาโอกาสและงานที่มีความหมายได้หรือไม่”
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การพัฒนาที่แท้จริง คือการเพิ่มขีดความสามารถให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ ทั้งความสามารถในการคิดและตัดสินใจ การจัดการทรัพยากร การเข้าถึงตลาดและองค์ความรู้ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากวิกฤต นายจิรายุระบุว่า ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของประเทศในท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของประชาชนและชุมชน
เชื่อม SEP กับ SDGs สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นั้น นายจิรายุกล่าวว่า ทั้งสองแนวคิดสามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ โดย SDGs เป็นกรอบเป้าหมายของอนาคตที่ต้องการเห็น ตั้งแต่การลดความยากจน สุขภาพ การบริโภคอย่างรับผิดชอบ ไปจนถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ SEP ทำหน้าที่เป็นหลักคิดในการเดินทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ผ่านหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน
ทั้งนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่เป็นการรักษาสมดุลระหว่าง โอกาสทางเศรษฐกิจกับข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพกับความยืดหยุ่น ความต้องการในปัจจุบันกับอนาคต และผลประโยชน์ระดับชาติกับความรับผิดชอบในระดับโลก
BCG-เศรษฐกิจหมุนเวียน โจทย์ไทยสู่การปฏิบัติ
นายจิรายุเสนอว่า สำหรับประเทศไทยสามารถนำประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวคิด BCG Economy มาประยุกต์ร่วมกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาในทางปฏิบัติ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญคือการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในวันนี้ โดยไม่ทำลายขีดความสามารถในการสร้างคุณค่าในอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจของ “ความยั่งยืน” และเป็นแนวคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับธุรกิจ รัฐบาล และชุมชน
อย่างไรก็ตาม นายจิรายุย้ำว่า SEP ไม่ใช่ “สูตรสำเร็จ” หรือ “ใบสั่งยา” ที่สามารถนำไปใช้เหมือนกันในทุกประเทศ แต่เป็นวิธีคิดที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์และบริบทของประเทศไทย ขณะที่ประเทศอื่นอาจมีแนวคิดหรือปรัชญาของตนเองในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และความเข้มแข็งของสังคม
อนาคตอาเซียนต้อง “ยืดหยุ่น” ไม่ใช่แค่ “เติบโต”
นายจิรายุกล่าวทิ้งท้ายว่า อนาคตของอาเซียนไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องให้ความสำคัญกับ ความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว (resilience) ท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
โจทย์ดังกล่าวนำไปสู่บทบาทของผู้นำ ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ การทูต และภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยผู้นำจำเป็นต้องมีทั้งความรู้ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และความเข้าใจถึงข้อจำกัดของทรัพยากรและสถานการณ์
“สิ่งที่เราทำในวันนี้ จะสร้างความเปราะบางที่ไม่จำเป็นในอนาคตหรือไม่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องเริ่มทำอะไรในวันนี้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งสำหรับวันพรุ่งนี้”
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังคงมีบทบาทสำคัญในการเดินหน้าการลงทุน ขณะที่ภาครัฐยังเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยความร่วมมือระหว่างธุรกิจ รัฐ และชุมชน จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ไม่เพียง “โต” แต่ต้อง เข้าถึง ยั่งยืน และแข็งแกร่งในระยะยาว






