thansettakij
thansettakij
นับถอยหลัง 1 ต.ค. 69 “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” เริ่มหักเงินเดือน 0.25% นายจ้าง 10 คนขึ้นไปต้องรู้

นับถอยหลัง 1 ต.ค. 69 “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” เริ่มหักเงินเดือน 0.25% นายจ้าง 10 คนขึ้นไปต้องรู้

03 ก.ย. 69 | 06:51 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ย. 69 | 06:51 น.

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นับถอยหลังเข้าสู่วันเริ่มจัดเก็บจริง 1 ตุลาคม 2569 หลังภาครัฐเลื่อนกำหนดเดิมจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ออกไป 1 ปี โดยมาตรการใหม่นี้กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันออมเงินเข้ากองทุน เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินเมื่อลูกจ้างสิ้นสุดการจ้างงานหรือเสียชีวิต

KEY

POINTS

  • เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค. 69 กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • อัตราการหักเงินในช่วงแรก (1 ต.ค. 69 – 30 ก.ย. 74) คือลูกจ้างจ่าย 0.25% และนายจ้างสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
  • นายจ้างมีหน้าที่หักเงินจากค่าจ้างลูกจ้างและนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อเป็นเงินก้อนให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายคือสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยจะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หักเงินเดือนเท่าไหร่?

สำหรับอัตราการนำส่งในช่วงเริ่มต้น 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะจ่ายในอัตรา ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง

  • ลูกจ้าง จ่ายเงินสะสม 0.25%
  • นายจ้าง จ่ายเงินสมทบ 0.25%
  • รวมเงินเข้ากองทุน 0.50% ของค่าจ้างต่อเดือน

จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป อัตราจะปรับเพิ่มเป็น ฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง หรือรวม 1% ต่อเดือน ดังนั้น ลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายถูกหักเพียงอย่างเดียว แต่นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่ากันเข้ากองทุนด้วย

ตัวอย่างคำนวณเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

หากลูกจ้างมีค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ในช่วงอัตรา 0.25%

  • ลูกจ้างสะสม 12,000 × 0.25% = 30 บาท
  • นายจ้างสมทบ 12,000 × 0.25% = 30 บาท
  • รวมเข้ากองทุน = 60 บาทต่อเดือน

หากเป็นลูกจ้างรายวัน ได้ค่าจ้างวันละ 400 บาท ทำงาน 26 วันต่อเดือน มีค่าจ้างรวม 10,400 บาท

  • ลูกจ้างสะสม = 26 บาท
  • นายจ้างสมทบ = 26 บาท
  • รวมเข้ากองทุน = 52 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ การคำนวณต้องยึดฐานค่าจ้างตามหลักเกณฑ์ของกองทุน ไม่ควรนำตัวเลข 0.25% ไปเข้าใจผิดเป็น 25% เพราะเป็นอัตราที่แตกต่างกันอย่างมาก

นายจ้าง 10 คนขึ้นไป ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

นายจ้างที่เข้าข่ายต้องเตรียมระบบการขึ้นทะเบียน รายชื่อลูกจ้าง ระบบ Payroll และการหักเงินสะสมให้พร้อมก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

โดยนายจ้างมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่

1.ขึ้นทะเบียนและจัดทำบัญชีรายชื่อลูกจ้างตามหลักเกณฑ์

2.หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างในอัตราที่กฎหมายกำหนด

3.จ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง

4.นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบภายในกำหนด

5.แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลลูกจ้างตามหลักเกณฑ์

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเปิดช่องทางให้สถานประกอบการดำเนินการผ่านระบบ e-Service เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มจัดเก็บจริง

ใครบ้างที่ได้รับยกเว้น?

หลักสำคัญของกองทุนคือมุ่งครอบคลุมลูกจ้างในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป แต่ยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กรณีนายจ้างมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือสวัสดิการที่เทียบเท่าตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ต้องตรวจสอบรายละเอียดว่าให้ความคุ้มครองลูกจ้างครบถ้วนหรือไม่ เพราะการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติในทุกกรณี

ดังนั้น ฝ่ายบุคคลและนายจ้างควรตรวจสอบสถานะของกิจการและลูกจ้างแต่ละรายให้ชัดเจนก่อนเริ่มนำส่ง

 

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างจากประกันสังคมอย่างไร?

ประเด็นที่ลูกจ้างจำนวนมากสงสัยคือ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จะซ้ำกับ กองทุนประกันสังคม หรือไม่

คำตอบคือ ไม่ใช่กองทุนเดียวกัน และมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF) เน้นสร้างเงินก้อนให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานหรือกรณีเสียชีวิต โดยเป็นการออมร่วมกันระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง

ขณะที่ กองทุนประกันสังคม (SSF) มีวัตถุประสงค์คุ้มครองความเสี่ยงหลายด้าน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ ว่างงาน และเสียชีวิต

ส่วน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เป็นสวัสดิการการออมเพื่อการเกษียณที่เกิดจากการจัดตั้งร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามข้อบังคับของกองทุนพูดง่าย ๆ คือ ประกันสังคมเน้น “ความคุ้มครอง” ขณะที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเน้น “เงินก้อนเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต” ส่วน PVD เน้นการออมระยะยาวเพื่ออนาคต

ออกจากงาน ได้เงินอะไรคืน?

เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินตามหลักเกณฑ์ของกองทุน โดยภาครัฐระบุว่า เงินที่ได้รับประกอบด้วย เงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล และจะจ่ายเป็นเงินก้อนเพื่อช่วยบรรเทาภาระในช่วงเปลี่ยนผ่านการทำงาน โดยกำหนดกรอบการจ่ายภายใน 25 วันตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องจึงถือเป็นอีกหนึ่งหลักประกันสำหรับแรงงาน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ยังไม่มีสวัสดิการในรูปแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นายจ้างส่งเงินช้า ระวังเงินเพิ่ม 5%

นายจ้างต้องให้ความสำคัญกับกำหนดเวลานำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ หากนำส่งไม่ครบหรือไม่ตรงตามกำหนด อาจมีภาระ เงินเพิ่มในอัตรา 5% ต่อเดือน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดดังนั้น ก่อนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล และนายจ้างควรตรวจสอบระบบ Payroll ให้พร้อม โดยเฉพาะการคำนวณฐานค่าจ้าง การหักเงินสะสม และการนำส่งเงินสมทบ

เช็กให้ชัด ก่อน 1 ต.ค. 69

การเริ่มจัดเก็บกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบสวัสดิการแรงงานไทย หลังมีการเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 มาเป็น 1 ตุลาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้างและลูกจ้างจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

สรุปให้จำง่าย

  • เริ่มจัดเก็บจริง: 1 ต.ค. 2569
  • นายจ้างที่เข้าข่าย: มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  • ช่วง 1 ต.ค. 2569–30 ก.ย. 2574: ลูกจ้าง 0.25% + นายจ้าง 0.25%
  • ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574: ลูกจ้าง 0.50% + นายจ้าง 0.50%
  • ลูกจ้างไม่ต้องนำเงินไปจ่ายเอง นายจ้างเป็นผู้หักและนำส่ง

เมื่อตามเงื่อนไขสิทธิ ลูกจ้างสามารถรับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน

1 ตุลาคม 2569 จึงไม่ใช่แค่วันเริ่มหักเงินเดือน แต่เป็นวันเริ่มต้นระบบ “ออมร่วม นายจ้าง-ลูกจ้าง” เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แรงงานไทยในวันที่ต้องออกจากงาน