
เปิดวิสัยทัศน์ "ดร.โจ-ชัยวัฒน์" อาสาแก้ปัญหาเรื้อรัง ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
วิสัยทัศน์ "ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร " พรรคประชาชน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 อาสายุติปัญหาเรื้อรัง พาคนกรุงเทพฯ พัฒนาเมืองของเราไปสู่อนาคต
KEY
POINTS
- "ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร " พรรคประชาชน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำเสนอวิสัยทัศน์แก้ปัญหาเรื้อรังในกรุงเทพฯ โดยเน้นการแก้ปัญหาจราจรด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในระบบงบประมาณเพื่อนำเงินกลับมาพัฒนาเมือง
- ชูนโยบายด้านความปลอดภัย โดยเสนอให้ออกข้อบัญญัติตรวจสอบอาคารเก่าอายุเกิน 50 ปีทุก 5 ปี และแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟด้วยการพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณและผลักดันโครงการรถไฟยกระดับ
- เสนอแนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทั่ว 50 เขต โดยเพิ่มงบประมาณให้แต่ละเขตเพื่อสร้าง "Man-made Destination" ดึงเอกลักษณ์ของพื้นที่มาส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เนชั่นทีวี ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า (KPI) เปิดเวทีดีเบตครั้งสำคัญกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานคร ประชันความคิดโค้งสุดท้าย “ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ โอกาสของคนเมือง” ให้ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถาม ในประเด็นที่คนเมืองจับตาก่อนถึงวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ที่ต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกผู้นำเมืองคนใหม่
หลังจากเวทีดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการอุ่นเครื่องความเข้มข้น ผ่านการดีเบตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตไฮไลต์ทั่วกรุง และในช่วงการประชันวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นำโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, อนุชา บูรพชัยศรี, ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ต่างแสดงวิสัยทัศน์อย่างดุเดือด
วิสัยทัศน์ "ดร.โจ-ชัยวัฒน์" พรรคประชาชน
โดยหนึ่งผู้สมัครที่ได้รับความสนใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ซึ่งขึ้นเวทีดีเบตนำเสนอแนวคิดและวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองในหลากหลายมิติ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ดังนี้
ดร.โจ กล่าวว่า ชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความเร่งรีบและการเผชิญหน้ากับอุปสรรคในการเดินทาง หลายคนต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเผื่อเวลาเดินทางล่วงหน้าถึง 2-3 ชั่วโมง และต้องต่อรถและเรือหลายต่อ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า และวินมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก
เร่งแก้ปัญหาการจราจรที่ยังไม่ถูกแก้ไข
พลังชีวิตของคนทำงานมักจะสูญเสียไปกับการลุยน้ำท่วมขังเพียงเพื่อให้ไปถึงที่ทำงานให้ทันเวลา เมื่อถึงเวลาเลิกงาน การรอรถเมล์ก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะรถมักไม่จอดตรงป้าย แต่ไปจอดกลางถนน ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินไปขึ้นรถด้วยความเสี่ยงที่จะถูกรถเฉี่ยวชน
ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยในการบังคับใช้กฎหมาย ตัวอย่างเช่น บริเวณราชประสงค์ที่มีรถจอดแช่ขวางทาง แม้จะมีการใช้กล้อง CCTV ตรวจจับการทำผิดกฎจราจรได้เป็นแสนรายต่อปี แต่กลับมีการปรับจริงไม่ถึง 1% พบว่าผู้กระทำผิดมักเป็นคนเดิมและรถคันเดิมที่ทำผิดซ้ำซากถึงเดือนละ 32 ครั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง
ป้องกัน "ทุจริตคอร์รัปชัน" อย่างตรงไปตรงมา
นอกเหนือจากปัญหาบนท้องถนน ระบบงบประมาณและการบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครยังเผชิญกับวิกฤตความโปร่งใส โดยข้อมูลระบุว่ากรุงเทพฯ จัดซื้อของแพงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ และมีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92% ของโครงการทั้งหมด โดยเกิดการแข่งขันราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียง 2% เท่านั้น หากสามารถป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในส่วนนี้ได้ กรุงเทพฯ จะมีงบประมาณกลับมาดูแลพี่น้องประชาชนได้เพิ่มขึ้นถึงปีละเป็นหมื่นล้านบาท
ในด้านการประกอบอาชีพ พ่อค้าแม่ค้าต่างต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้มีกำไร แต่ยังต้องเผชิญกับภาระการจ่ายส่วย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจหรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่มักมีความล่าช้าและมีช่องว่างให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์, ระบบที่โปร่งใสและกระบวนการที่ตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป
อาสายุติปัญหาเรื้อรังพาเมืองไปสู่อนาคต
"ตลอด 51 ปีของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ปัญหาเดิม ๆ ยังคงวนเวียนอยู่และไม่เคยถูกแก้ไขให้จบสิ้น โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครเบอร์ 10 จากพรรคประชาชน จึงอาสาเข้ามาเพื่อยุติปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ ผมจะเป็นผู้ว่าที่แก้ปัญหาเหล่านี้จนจบครับ แล้วพาคนกรุงเทพฯ พัฒนาเมืองของเราไปสู่อนาคตครับ
วันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือโอกาสสำคัญของคนกรุงเทพฯ ทุกคนที่จะกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ก้าวออกจากปัญหาซ้ำซาก เพื่อไปสู่เมืองที่สามารถดูแลทุกคนและคนที่เรารักได้ดียิ่งขึ้น มาร่วมสร้างอนาคตใหม่ให้กับกรุงเทพมหานครไปด้วยกัน"
ปัญหาความปลอดภัย-ความเสี่ยงในกรุงเทพฯ
ดร.โจ ได้ตอบคำถามข้อนี้ว่า ทุกวันนี้การใช้ชีวิตในกรุงเทพอย่างปลอดภัยยังเป็นเรื่องยาก ปัญหาเหล่านี้ทำให้คนกรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน เช่น เจอจุดตัดจุดตัดทางรถไฟที่เกิดอุบัติเหตุก็ไม่มีแค่จุดตัดเดียว และนั่นไม่ใช่อุบัติเหตุครั้งแรก ไม่ใช่อุบัติเหตุครั้งสุดท้าย แต่ กทม. จะป้องกันเรื่องเหล่านี้อย่างไร
ทั้งนี้ กทม. มีอำนาจเต็มที่ในการที่จะเข้ามาตรวจสอบ และก็ป้องกันเรื่องเหล่านี้ ยกตัวอย่างการป้องกันปัญหาจากตึกเก่าที่เสื่อมสภาพ แล้วก็เกิดชิ้นส่วนกันสาดยื่นพังถล่มหล่นออกมา ทำให้คนเสียชีวิต
เรื่องนี้เกิดจากอาคารเก่าที่มีอายุการใช้งานนานถึง 80-100 ปี มักเผชิญกับปัญหาการเสื่อมสภาพของวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน ปัญหาหลักที่พบบ่อยคือการที่น้ำซึมเข้าไปกัดกร่อนโครงสร้างปูนจนทำให้เหล็กภายในเกิดการเสื่อมสภาพและเป็นสนิม เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
กรุงเทพมหานครควรใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร เพื่อออกข้อบัญญัติในการ ตรวจสอบอาคารที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป อย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดแนวทางการซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงให้มั่นคง เพื่อป้องกันอุบัติภัยจากการพังถล่ม
แก้ไขจุดตัดทางรถไฟระยะสั้น-ระยะยาว
สำหรับการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะต้องดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นควรปรับปรุง ระบบอาณัติสัญญาณ ให้มีความทันสมัยและลดการพึ่งพาแรงงานมนุษย์ลง โดยเปลี่ยนจากการใช้สัญญาณยกธงมาเป็นการใช้ระบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับได้ว่ามีรถหรือสิ่งกีดขวางค้างอยู่บริเวณจุดตัดหรือไม่ เพื่อส่งสัญญาณให้รถไฟรับรู้และมีระบบหยุดรถอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย
ส่วนการแก้ไขในระยะยาวนั้น แหล่งข้อมูลเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อผลักดันโครงการ Missing Link เพื่อเปลี่ยนจุดตัดทางรถไฟให้เป็นทางรถไฟฟ้ายกระดับ ซึ่งจะช่วยกำจัดจุดตัดที่เป็นอันตรายให้หมดไปอย่างถาวรและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในอนาคต
พลิกฟื้น 50 เขต กระจายรายได้สู่ฐานราก
ดร.โจ กล่าวว่า ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจในย่านตลาดและถนนสายต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครเริ่มซบเซาและขาดความคึกคัก การสร้างจุดหมายตาที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ หรือ "Man-made Destination" จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แนวทางสำคัญคือการยกระดับงบประมาณการพัฒนาจากเดิม 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ. โดยหัวใจของการพัฒนานี้จะให้คนในพื้นที่และภาคเอกชนซึ่งรู้จักย่านของตนเองดีที่สุด เป็นผู้ดึงเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาสร้างเป็นจุดขายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ย่านตลาดพลู เขตธนบุรี ซึ่งมีกลุ่มภาคเอกชนรวมตัวกันถ่ายทอดเรื่องราวความเก่าแก่และวัฒนธรรมอาหาร. กรุงเทพมหานครสามารถเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนงบประมาณและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เช่น การจัดให้มี เรือฟีดเดอร์ (Feeder Boat) เชื่อมต่อจากวัดปากน้ำภาษีเจริญผ่านคลองบางกอกใหญ่มายังตลาดพลู เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงชุมชนได้ง่ายขึ้น
ส่งเสริมการท่องเที่ยวกระจายรายได้สู่ฐานราก
นอกจากนี้ การพัฒนายังสามารถปรับเปลี่ยนไปตามอัตลักษณ์ของแต่ละย่าน เช่น การส่งเสริมวัฒนธรรมคราฟต์เบียร์ในย่านบางพลัด หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงฮาลาลในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
นโยบายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเชิงพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาในเชิงฤดูกาล ด้วยการสร้างเทศกาลต่าง ๆ ตลอดทั้งปีเพื่อให้กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวสามารถค้นพบได้ทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์เท่านั้น
"ในเชิงพื้นที่จริงจริง เรายังทำในเชิงเวลาหรือเชิงฤดูกาลก็ได้ ว่าเราส่งเสริมให้มีเทศกาลในช่วงเดือนไหน เดือนไหน ไม่ใช่จำเป็นจะต้องมีเฉพาะเรื่องเทศกาลสงกรานต์ แต่เราสามารถทำให้กรุงเทพฯ มีจุดท่องเที่ยว มีพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติครับ มาแล้วได้มาค้นพบได้มาเจอกับเสน่ห์ของเมืองกรุงเทพฯ ได้ทุกที่"
นอกจากนี้ ยังสามารการกระจายกระตุ้นเศรษฐกิจไปถึงฐาน กระจายรายได้กระจายจุดท่องเที่ยว ไม่ให้แออัดกระจุกตัวอยู่เพียงในเขตเมืองชั้นใน เช่น รอบวัดพระแก้ว แต่จะทำให้เกิดการกระจายเม็ดเงินไปสู่ฐานรากในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง เพื่อให้กรุงเทพมหานครเติบโตไปพร้อมกันในทุกย่าน







