thansettakij
thansettakij
เปิดวิสัยทัศน์ "ดร.โจ-ชัยวัฒน์" อาสาแก้ปัญหาเรื้อรัง ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

เปิดวิสัยทัศน์ "ดร.โจ-ชัยวัฒน์" อาสาแก้ปัญหาเรื้อรัง ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

22 มิ.ย. 69 | 11:48 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 69 | 13:41 น.

วิสัยทัศน์ "ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร " พรรคประชาชน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 อาสายุติปัญหาเรื้อรัง พาคนกรุงเทพฯ พัฒนาเมืองของเราไปสู่อนาคต

KEY

POINTS

  • "ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร " พรรคประชาชน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำเสนอวิสัยทัศน์แก้ปัญหาเรื้อรังในกรุงเทพฯ โดยเน้นการแก้ปัญหาจราจรด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในระบบงบประมาณเพื่อนำเงินกลับมาพัฒนาเมือง
  • ชูนโยบายด้านความปลอดภัย โดยเสนอให้ออกข้อบัญญัติตรวจสอบอาคารเก่าอายุเกิน 50 ปีทุก 5 ปี และแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟด้วยการพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณและผลักดันโครงการรถไฟยกระดับ
  • เสนอแนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทั่ว 50 เขต โดยเพิ่มงบประมาณให้แต่ละเขตเพื่อสร้าง "Man-made Destination" ดึงเอกลักษณ์ของพื้นที่มาส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เนชั่นทีวี ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า (KPI) เปิดเวทีดีเบตครั้งสำคัญกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานคร ประชันความคิดโค้งสุดท้าย “ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ โอกาสของคนเมือง” ให้ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถาม ในประเด็นที่คนเมืองจับตาก่อนถึงวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ที่ต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกผู้นำเมืองคนใหม่

หลังจากเวทีดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการอุ่นเครื่องความเข้มข้น ผ่านการดีเบตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตไฮไลต์ทั่วกรุง และในช่วงการประชันวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นำโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, อนุชา บูรพชัยศรี, ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ต่างแสดงวิสัยทัศน์อย่างดุเดือด

4 ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บนเวทีดีเบต Nation Election DEBATE (22 มิ.ย. 69)

วิสัยทัศน์ "ดร.โจ-ชัยวัฒน์" พรรคประชาชน

โดยหนึ่งผู้สมัครที่ได้รับความสนใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ซึ่งขึ้นเวทีดีเบตนำเสนอแนวคิดและวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองในหลากหลายมิติ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ดังนี้

ดร.โจ กล่าวว่า ชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความเร่งรีบและการเผชิญหน้ากับอุปสรรคในการเดินทาง หลายคนต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเผื่อเวลาเดินทางล่วงหน้าถึง 2-3 ชั่วโมง และต้องต่อรถและเรือหลายต่อ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า และวินมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก

เร่งแก้ปัญหาการจราจรที่ยังไม่ถูกแก้ไข

พลังชีวิตของคนทำงานมักจะสูญเสียไปกับการลุยน้ำท่วมขังเพียงเพื่อให้ไปถึงที่ทำงานให้ทันเวลา เมื่อถึงเวลาเลิกงาน การรอรถเมล์ก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะรถมักไม่จอดตรงป้าย แต่ไปจอดกลางถนน ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินไปขึ้นรถด้วยความเสี่ยงที่จะถูกรถเฉี่ยวชน

4 ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเปิดวิสัยทัศน์ บนเวทีดีเบต Nation Election DEBATE (22 มิ.ย. 69)

ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยในการบังคับใช้กฎหมาย ตัวอย่างเช่น บริเวณราชประสงค์ที่มีรถจอดแช่ขวางทาง แม้จะมีการใช้กล้อง CCTV ตรวจจับการทำผิดกฎจราจรได้เป็นแสนรายต่อปี แต่กลับมีการปรับจริงไม่ถึง 1% พบว่าผู้กระทำผิดมักเป็นคนเดิมและรถคันเดิมที่ทำผิดซ้ำซากถึงเดือนละ 32 ครั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง

ป้องกัน "ทุจริตคอร์รัปชัน" อย่างตรงไปตรงมา

นอกเหนือจากปัญหาบนท้องถนน ระบบงบประมาณและการบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครยังเผชิญกับวิกฤตความโปร่งใส โดยข้อมูลระบุว่ากรุงเทพฯ จัดซื้อของแพงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ และมีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92% ของโครงการทั้งหมด โดยเกิดการแข่งขันราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียง 2% เท่านั้น หากสามารถป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในส่วนนี้ได้ กรุงเทพฯ จะมีงบประมาณกลับมาดูแลพี่น้องประชาชนได้เพิ่มขึ้นถึงปีละเป็นหมื่นล้านบาท

ในด้านการประกอบอาชีพ พ่อค้าแม่ค้าต่างต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้มีกำไร แต่ยังต้องเผชิญกับภาระการจ่ายส่วย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจหรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่มักมีความล่าช้าและมีช่องว่างให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์, ระบบที่โปร่งใสและกระบวนการที่ตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

อาสายุติปัญหาเรื้อรังพาเมืองไปสู่อนาคต

"ตลอด 51 ปีของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ปัญหาเดิม ๆ ยังคงวนเวียนอยู่และไม่เคยถูกแก้ไขให้จบสิ้น โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครเบอร์ 10 จากพรรคประชาชน จึงอาสาเข้ามาเพื่อยุติปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ ผมจะเป็นผู้ว่าที่แก้ปัญหาเหล่านี้จนจบครับ แล้วพาคนกรุงเทพฯ พัฒนาเมืองของเราไปสู่อนาคตครับ

ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน  กล่าวบน เวทีดีเบต Nation Election DEBATE (22 มิ.ย. 69)

วันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือโอกาสสำคัญของคนกรุงเทพฯ ทุกคนที่จะกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ก้าวออกจากปัญหาซ้ำซาก เพื่อไปสู่เมืองที่สามารถดูแลทุกคนและคนที่เรารักได้ดียิ่งขึ้น มาร่วมสร้างอนาคตใหม่ให้กับกรุงเทพมหานครไปด้วยกัน"

ปัญหาความปลอดภัย-ความเสี่ยงในกรุงเทพฯ

ดร.โจ ได้ตอบคำถามข้อนี้ว่า ทุกวันนี้การใช้ชีวิตในกรุงเทพอย่างปลอดภัยยังเป็นเรื่องยาก ปัญหาเหล่านี้ทำให้คนกรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน เช่น เจอจุดตัดจุดตัดทางรถไฟที่เกิดอุบัติเหตุก็ไม่มีแค่จุดตัดเดียว และนั่นไม่ใช่อุบัติเหตุครั้งแรก ไม่ใช่อุบัติเหตุครั้งสุดท้าย แต่ กทม. จะป้องกันเรื่องเหล่านี้อย่างไร

ทั้งนี้ กทม. มีอำนาจเต็มที่ในการที่จะเข้ามาตรวจสอบ และก็ป้องกันเรื่องเหล่านี้ ยกตัวอย่างการป้องกันปัญหาจากตึกเก่าที่เสื่อมสภาพ แล้วก็เกิดชิ้นส่วนกันสาดยื่นพังถล่มหล่นออกมา ทำให้คนเสียชีวิต

เรื่องนี้เกิดจากอาคารเก่าที่มีอายุการใช้งานนานถึง 80-100 ปี มักเผชิญกับปัญหาการเสื่อมสภาพของวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน ปัญหาหลักที่พบบ่อยคือการที่น้ำซึมเข้าไปกัดกร่อนโครงสร้างปูนจนทำให้เหล็กภายในเกิดการเสื่อมสภาพและเป็นสนิม เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ

กรุงเทพมหานครควรใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร เพื่อออกข้อบัญญัติในการ ตรวจสอบอาคารที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป อย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดแนวทางการซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงให้มั่นคง เพื่อป้องกันอุบัติภัยจากการพังถล่ม

แก้ไขจุดตัดทางรถไฟระยะสั้น-ระยะยาว

สำหรับการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะต้องดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นควรปรับปรุง ระบบอาณัติสัญญาณ ให้มีความทันสมัยและลดการพึ่งพาแรงงานมนุษย์ลง โดยเปลี่ยนจากการใช้สัญญาณยกธงมาเป็นการใช้ระบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับได้ว่ามีรถหรือสิ่งกีดขวางค้างอยู่บริเวณจุดตัดหรือไม่ เพื่อส่งสัญญาณให้รถไฟรับรู้และมีระบบหยุดรถอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย

ส่วนการแก้ไขในระยะยาวนั้น แหล่งข้อมูลเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อผลักดันโครงการ Missing Link เพื่อเปลี่ยนจุดตัดทางรถไฟให้เป็นทางรถไฟฟ้ายกระดับ ซึ่งจะช่วยกำจัดจุดตัดที่เป็นอันตรายให้หมดไปอย่างถาวรและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในอนาคต

พลิกฟื้น 50 เขต กระจายรายได้สู่ฐานราก

ดร.โจ กล่าวว่า ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจในย่านตลาดและถนนสายต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครเริ่มซบเซาและขาดความคึกคัก การสร้างจุดหมายตาที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ หรือ "Man-made Destination" จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน

แนวทางสำคัญคือการยกระดับงบประมาณการพัฒนาจากเดิม 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ. โดยหัวใจของการพัฒนานี้จะให้คนในพื้นที่และภาคเอกชนซึ่งรู้จักย่านของตนเองดีที่สุด เป็นผู้ดึงเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาสร้างเป็นจุดขายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ย่านตลาดพลู เขตธนบุรี ซึ่งมีกลุ่มภาคเอกชนรวมตัวกันถ่ายทอดเรื่องราวความเก่าแก่และวัฒนธรรมอาหาร. กรุงเทพมหานครสามารถเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนงบประมาณและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เช่น การจัดให้มี เรือฟีดเดอร์ (Feeder Boat) เชื่อมต่อจากวัดปากน้ำภาษีเจริญผ่านคลองบางกอกใหญ่มายังตลาดพลู เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงชุมชนได้ง่ายขึ้น

ส่งเสริมการท่องเที่ยวกระจายรายได้สู่ฐานราก

นอกจากนี้ การพัฒนายังสามารถปรับเปลี่ยนไปตามอัตลักษณ์ของแต่ละย่าน เช่น การส่งเสริมวัฒนธรรมคราฟต์เบียร์ในย่านบางพลัด หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงฮาลาลในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก 

นโยบายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเชิงพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาในเชิงฤดูกาล ด้วยการสร้างเทศกาลต่าง ๆ ตลอดทั้งปีเพื่อให้กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวสามารถค้นพบได้ทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์เท่านั้น

"ในเชิงพื้นที่จริงจริง เรายังทำในเชิงเวลาหรือเชิงฤดูกาลก็ได้ ว่าเราส่งเสริมให้มีเทศกาลในช่วงเดือนไหน เดือนไหน ไม่ใช่จำเป็นจะต้องมีเฉพาะเรื่องเทศกาลสงกรานต์ แต่เราสามารถทำให้กรุงเทพฯ มีจุดท่องเที่ยว มีพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติครับ มาแล้วได้มาค้นพบได้มาเจอกับเสน่ห์ของเมืองกรุงเทพฯ ได้ทุกที่"

นอกจากนี้ ยังสามารการกระจายกระตุ้นเศรษฐกิจไปถึงฐาน กระจายรายได้กระจายจุดท่องเที่ยว ไม่ให้แออัดกระจุกตัวอยู่เพียงในเขตเมืองชั้นใน เช่น รอบวัดพระแก้ว แต่จะทำให้เกิดการกระจายเม็ดเงินไปสู่ฐานรากในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง เพื่อให้กรุงเทพมหานครเติบโตไปพร้อมกันในทุกย่าน