
สมช. ไฟเขียว ส่งออกน้ำมันเครื่องบินช่วย "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์"
สมช. ปลดล็อกมาตรการส่งออกน้ำมันเครื่องบินไปเวียดนามและฟิลิปปินส์ หวังระบายน้ำมันล้นคลัง พร้อมรับทราบความคืบหน้ากลาโหมคุมเข้มกม.ใหม่ สกัดสินค้าเถื่อนชายแดนเมียนมา-กัมพูชา
KEY
POINTS
- สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ไปยังประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์
- การส่งออกดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศ และยังช่วยลดปริมาณน้ำมันที่เกินสต็อก
- กระทรวงพลังงานมีอำนาจในการระงับการส่งออกได้ทันที หากเกิดความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้น้ำมันในประเทศ
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)สรุปผลประชุมล่าสุดวันนี้ (20 พ.ค.69) ไฟเขียวส่งออกน้ำมันเครื่องบินไปที่ 2 ประเทศได้แก่ เวียดนามและฟิลิปปินส์ ย้ำชัดไม่กระทบบการใช้น้ำมันภายในประเทศ ส่วนผลประชุมเรื่องต่อมา จะขยายเวลารับคำร้องแก้ปัญหาสัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์อีก 1 ปี ส่วนผลประชุมข้อสุดท้าย ได้มีการพูดคุยเรื่องการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดนด้านเมียนมาและกัมพูชา โดยเตรียมจำกัดประเภทและจำนวนส่งออกตามสถานการณ์รายจังหวัดเพื่อความมั่นคง
นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุม สมช. ว่าในครั้งนี้ที่ประชุมได้รับข้อเสนอและการพิจารณาจากกระทรวงพลังงานว่า ขณะนี้มี 2 ประเทศที่ขอให้ไทยช่วยส่งออกน้ำมันไปให้ ได้แก่ ประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ เป็นน้ำมัน Jet A1 (น้ำมันเครื่องบิน) ซึ่งได้หารือกับทางกระทรวงพลังงานแล้วเห็นว่า การส่งออกน้ำมันดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศ เนื่องจากเป็นน้ำมันเครื่องบินไม่ใช่น้ำมันอื่น ๆ และเป็นการดีที่จะลดการเกินสต็อกที่มีอยู่ตอนนี้ในทางเทคนิคจะทำให้สามารถจัดการน้ำมันได้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
สำหรับการดำเนินการเรื่องนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน หากพบว่า มีการขาดแคลนขึ้นมา กระทรวงพลังงานโดยท่านอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานมีอำนาจในการระงับการส่งออกได้ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้น้ำมัน โดยจะผ่อนคลายให้ส่งออกไปยังฟิลิปปินส์และเวียดนาม
ขยายเวลารับคำร้องแก้ปัญหาสัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์อีก 1 ปี
ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการติดตามหลักเกณฑ์การให้สถานะการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลกับบุคคลที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นมติตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2567 ในครั้งนั้นมีมติให้กระทรวงมหาดไทยรับคำร้องในการพิจารณาการกำหนดสถานะให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นบุคคลไร้สัญชาติซึ่งรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ปัญหากลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้มีมติไปเมื่อ 29 ตุลาคม 2567 โดยกำหนดระยะเวลาปฏิบัติในการรับคำร้องอยู่ในช่วงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการ ยอดจำนวนทั้งหมดกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาเรื่องการไร้สัญชาติทั้งหมด 480,000 คน กระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ประมาณ 100,000 คน ยังเหลืออีกจำนวนพอสมควร โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการขยายเวลาการรับคำร้องเพื่อกำหนดสถานะตามหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดไว้ต่อไปอีก 1 ปี คือให้เริ่มตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570 เพื่อให้กลุ่มที่ได้ทำทะเบียนไว้ตั้งแต่เดิมและอยู่มานานแล้วยื่นคำร้องกระบวนการจะจบที่อำเภอ โดยกลุ่มชาติพันธุ์สามารถไปยื่นคำร้องที่อำเภอและอนุมัติโดยนายอำเภอตามขั้นตอน เป็นการทำงานต่อเนื่องเพื่อเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
หากพบว่า กลุ่มคนที่ไม่มารายงานตัวหรือหายไปจากระบบได้มีมติมอบให้กรมการปกครองตรวจสอบทะเบียนและปรับตัวเลขทางทะเบียนให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง หากยังไม่มีคนมาก็ต้องมีมาตรการที่เหมาะสมต่อไป ได้มอบหมายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการในกลุ่มคนที่เหลืออยู่ เนื่องจากเข้าใจว่ามีบางส่วนที่อาจจะหายไปจากทะเบียนแล้ว เช่น ล้มหายตายจากไปหรือไปอยู่ที่อื่นแล้ว ให้กระทรวงมหาดไทยไปตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนด
คุมเข้มสินค้าชายแดน เมียนมา-กัมพูชา
สุดท้ายที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าสำคัญ คือ มติสภาความมั่นคงแห่งชาติในการที่จะออกมาตรการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน สมช. เคยมีมติระงับการส่งออกสินค้าและได้มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมให้ดำเนินการออกเป็นกฎหมายขึ้นมาเป็น พระราชกำหนดการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ใช้กฎหมายฉบับนี้ในการเป็นกรอบในการควบคุมสินค้า โดยกระทรวงกลาโหมจะมีประกาศออกมา โดยทางกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการแล้ว ได้จัดทำประกาศและผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว
ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ลงนามในประกาศดังกล่าว ซึ่งจะมีรายละเอียดต่าง ๆ ในการกำหนดมาตรการในการควบคุมพื้นที่ทางด้านเมียนมาและด้านกัมพูชา โดยจังหวัดตามแนวชายแดนเพื่อกำหนดประเภทสินค้า จำนวนต่าง ๆ ในการควบคุมการส่งออกตามแนวชายแดน นอกเหนือจากที่เคยกำหนดไว้เดิมตามความจำเป็นและดูตามสถานการณ์







