
นายกฯ เซ็นตั้ง 'คตท.' ปราบปราบ-ต่อต้านการทุจริต ทุกรูปแบบ
นายกฯ อนุทิน ลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ปราบปราม และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ตั้งเป้าดึงเอกชนร่วมมือสร้างความโปร่งใสภาครัฐ ปรับลดกฎหมายที่ไม่จำเป็น
รายงานข่าวทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ขณะนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตทุกรูปแบบ
โดยมีสาระสำคัญว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่าจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และวิธีการทำงานของระบบราชการของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ OECD ให้ทันภายในปี พ.ศ.2571
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือการต่อต้านการทุจริตและการสร้างความซื่อตรง (Anti-Corruption and Integrity) ขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงานและ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเพื่อร่วมมือกันต่อต้านการทุจริต ใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติ อนุญาตและการให้บริการประชาชน
รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อความโปร่งใส ลดขั้นตอน และดุลพินิจโดยไม่จำเป็นอันเป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและลดทอนการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลพิจารณามาแล้วเป็นเป็นเรื่องที่ตรงกับนโยบายและความมุ่งหมายของรัฐบาล
สมควรให้มีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอต่างๆ เอกชนให้เป็นรูปธรรมอันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
1. ให้มี "คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต เรียกโดยย่อว่า "คตท." ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรม เป็นรองประธานกรรมการ
ส่วนกรรมการประกอบไปด้วย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน)
ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใส่ในประเทศไทย ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการข้าราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ส่วนหน้าที่และอำนาจของคตท. มีดังต่อไปนี้
1. เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)
2. ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่างๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย
3. ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท. เพื่อประกอบการพิจารณา
4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น
5. ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมาให้ข้อมูลกับชี้แจงหรือส่งหลักฐานตามที่ คตท. ร้องขอ
ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของ คตท. และคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 หรือตามระเบียบของราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงาน ก.พ.ร. ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป







