
DSI ลุยคดีพิเศษ งัดใช้ กฎหมายอั้งยี่ เช็กบิล 8 บริษัทเรือ-คลังใหญ่ กักตุนน้ำมัน
รมว.ยุติธรรม สั่งเช็กบิล 8 บริษัทเรือและคลังใหญ่ DSI ลุยคดีพิเศษ สั่งฟันข้อหาหนัก "อั้งยี่-ฟอกเงิน" ลั่นเอาผิดเด็ดขาดถึงที่สุด ผนึกกำลัง ทลายขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน-กักตุนซ้ำเติมวิกฤตตะวันออกกลาง พบพิรุธเรือ 20 ลำปิดสัญญาณระบุตัวตนอัตโนมัติ ลอบถ่ายเทกลางทะเล แถมพบน้ำมันปลายทาง "งอก" เพิ่มจากต้นทางอย่างประหลาด
KEY
POINTS
- ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ สอบสวน 8 บริษัทเรือ และ 6 คลังน้ำมันขนาดใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานี กรณีลักลอบขนส่งและกักตุนน้ำมัน
- พบพฤติการณ์ต้องสงสัยหลายอย่าง เช่น เรือปิดสัญญาณ AIS การถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล และปริมาณน้ำมันปลายทางมากกว่าต้นทางอย่างผิดปกติ
- มีการออกหมายเรียก 8 บริษัทเรือที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล และขยายผลการตรวจสอบคลังน้ำมันและโรงกลั่นทั่วประเทศ
- กระทรวงยุติธรรมสั่งการให้พิจารณาดำเนินคดีในความผิดฐานอั้งยี่ หากพบว่าทำเป็นขบวนการ และจะขยายผลสู่การยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงิน
กระทรวงยุติธรรมสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เร่งดำเนินคดีกรณีกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หลังคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเป็นคดีพิเศษ พร้อมออกหนังสือเรียก 8 บริษัทเจ้าของเรือที่พบความผิดปกติ เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ข้อเท็จจริง และขอรับโอนสำนวนจากตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาดำเนินการ
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) แถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมัน ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569
การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจสอบเชิงลึกในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพบพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดเป็นขบวนการ และอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงาน
พบความผิดปกติหลายมิติ เชื่อมโยง 8 บริษัท
ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ พฤติกรรมเรือต้องสงสัย 24 เที่ยวเรือ โดย 20 เที่ยวมีลักษณะผิดปกติ อาทิ การปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) จำนวน 10 เที่ยว และการถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล (Ship to Ship) รวมถึงการใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติของปริมาณน้ำมัน โดยมีเรือ 22 เที่ยวจาก 15 ลำ ที่ปริมาณน้ำมันปลายทางมากกว่าต้นทาง ขัดกับหลักการขนส่งที่ต้องมีการสูญเสียระหว่างทาง ขณะเดียวกันเอกสารการขนส่งมีการแก้ไขวันเดินทาง ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งผิดปกติจาก 1 วันเป็น 1 เดือน
ในส่วนของคลังน้ำมัน ตรวจพบพฤติกรรมกักตุนในคลังขนาดใหญ่ 6 แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีปริมาณรับน้ำมันเข้าสูงกว่าการจำหน่าย แตกต่างจากพฤติการณ์ปกติ เข้าข่ายปฏิเสธหรือประวิงการขายตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
DSI เรียก 8 บริษัทให้ข้อมูล โอนคดีเป็นคดีพิเศษ
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหนังสือเรียกเจ้าของบริษัทเรือ 8 แห่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัย ให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมดำเนินการขอรับโอนสำนวนจากพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรวมสำนวนเป็นคดีพิเศษ
ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีเอกสารจากหน่วยงานรัฐบางส่วนที่ส่งมาไม่ครบถ้วนขยายผลตรวจค้นทั่วประเทศ พบความผิดหลายรูปแบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงกลั่น 6 แห่ง และคลังน้ำมัน 92 แห่งทั่วประเทศ
พร้อมเข้าตรวจค้นเพิ่มเติมใน 4 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ขอนแก่น สมุทรสาคร และปทุมธานี พบพฤติการณ์ผิดกฎหมายหลายรูปแบบ เช่น การลักลอบถ่ายเทน้ำมัน การดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และการรายงานข้อมูลเท็จ
เบื้องต้นมีการดำเนินคดีกับนิติบุคคลและบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ย้ำเอาผิดถึงที่สุด ขยายสู่คดีอั้งยี่-ฟอกเงินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระบุว่า การกักตุนหรือประวิงการจำหน่ายน้ำมันโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะในคลังขนาดใหญ่ เป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ DSI ดำเนินคดีอย่างเข้มงวดในทุกมิติ หากพบว่ามีการกระทำเป็นขบวนการ จะพิจารณาดำเนินคดีฐานอั้งยี่ และขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป.







