thansettakij
thansettakij
เปิดภารกิจ Artemis II พานักบินไปโคจรรอบดวงจันทร์ในรอบ 53 ปี

เปิดภารกิจ Artemis II พานักบินไปโคจรรอบดวงจันทร์ในรอบ 53 ปี

02 เม.ย. 69 | 04:45 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 05:06 น.

สิ้นสุดการรอคอย! NASA ส่งจรวด SLS นำ 4 นักบินอวกาศทำภารกิจ Artemis II มุ่งหน้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 53 ปี

KEY

POINTS

  • ภารกิจ Artemis II ของ NASA เป็นการส่งนักบินอวกาศ 4 คนไปโคจรรอบดวงจันทร์ ซึ่งเป็นการกลับไปสู่วงโคจรดวงจันทร์ของมนุษย์ครั้งแรกในรอบ 53 ปี
  • ภารกิจนี้ใช้เวลาประมาณ 10 วัน เพื่อทดสอบเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ก่อนภารกิจนำมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง และเป็นรากฐานสู่การสำรวจดาวอังคาร
  • ลูกเรือในภารกิจนี้ประกอบด้วยนักบินอวกาศหญิงคนแรก, คนผิวสีคนแรก และชาวแคนาดาคนแรกที่เดินทางไปดวงจันทร์
  • นักบินอวกาศทั้ง 4 คนจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปไกลจากโลกที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยใช้จรวด Space Launch System (SLS) ที่ทรงพลังที่สุด

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายมติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ NARIT ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับปฏิบัติการของ NASA หรือ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ในการส่งภารกิจ Artemis II ไปโคจรรอบดวงจันทร์ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์อีกครั้ง ทั้งนี้เนื้อหารายละเอียดของบทความมีดังนี้

เช้าวันที่ 2 เมษายน 2026 เวลา 05:35 น. (ตามเวลาประเทศไทย) จรวด Space Launch System (SLS) ภายใต้ภารกิจ Artemis II ทะยานขึ้นจากฐานปล่อยจรวด ณ Kennedy Space Center บรรทุกนักบินอวกาศ 4 ราย ได้แก่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen ในภารกิจนำนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ นับเป็นการกลับไปเยือนวงโคจรดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ในรอบ 53 ปี

ประชากรกว่า 3 ใน 4 ของมนุษย์ปัจจุบัน เกิดขึ้นมาในโลกที่เคยมีมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว แต่แม้กระนั้นก็ตาม ในประวัติศาสตร์เคยมีมนุษย์ไปเยือนวงโคจรของดวงจันทร์เพียง 24 คนเท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักบินอวกาศภายใต้โครงการอะพอลโล และเรายังไม่ได้กลับไปเยือนดวงจันทร์อีกเลยกว่า 53 ปีที่ผ่านมา

ครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้ง และเปิดยุคใหม่ของการสำรวจอวกาศ ในขณะที่จุดประสงค์ของโครงการอะพอลโลนั้น เป็นการแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในยุคของสงครามเย็น และการศึกษาทางธรณีวิทยาของดวงจันทร์

ภายใต้ภารกิจของ Artemis นั้น NASA มุ่งเน้นที่จะศึกษาความเป็นไปได้ของการปักถิ่นฐานของมนุษย์ระยะยาวผ่านสถานีอวกาศภาคพื้นผิวดวงจันทร์ และสร้างรากฐานของการส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอังคาร

อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างมากก็คือ เทคโนโลยีในยุคของอะพอลโลนั้น ยังเป็นยุคเริ่มต้นของวิวัฒนาการคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ของยานทั้งลำในยุคนั้นยังเทียบไม่ได้กับโทรศัพท์สมาร์ตโฟนที่เราแต่ละคนกำลังอ่านบทความอยู่ ณ ตอนนี้ ซึ่งยุคนั้นยังคงเป็นยุคของแอนะล็อก ที่ต้องอาศัยปุ่มควบคุมจำนวนมาก กับแผงหน้าจอ CRT และกล้องถ่ายภาพที่ยังคงใช้ฟิล์ม

การล่มสลายของสหภาพโซเวียต บวกกับตัวอย่างหินดวงจันทร์ที่โครงการอะพอลโลได้เก็บกลับมาบนโลก ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์อีกต่อไปตลอดกว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่เมื่อมนุษยชาติมีเป้าหมายใหม่ที่จะไปเยือนดาวอังคาร เราจึงจำเป็นต้องกลับมาสนใจดวงจันทร์อีกครั้ง

การไปเยือนดวงจันทร์ในครั้งนี้ เป็นการกลับไปเยือนในยุคดิจิทัล ที่เต็มไปด้วยสมาร์ตโฟน แผงหน้าจอสัมผัส กล้องดิจิทัล และอุปกรณ์ทันสมัยอีกมากมาย แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะทันสมัยกว่าในยุคอะพอลโลเป็นอย่างมาก แต่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่เคยพิสูจน์มาก่อนในการเดินทางไปยังดวงจันทร์ ด้วยเหตุนี้การไปเยือนดวงจันทร์ของ Artemis II ครั้งนี้ จึงนับได้ว่าเป็นการ “อุ่นเครื่อง” และทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ณ ปัจจุบันว่าจะสามารถทำในสิ่งที่เราเคยทำไปแล้วเมื่อ 6 ทศวรรษก่อนได้โดยไม่มีปัญหา ก็ย่อมจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการไปเยือนดาวอังคารของมนุษยชาติ
 

ในภารกิจ Artemis II ในครั้งนี้ จะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 10 วัน โดยจะนำนักบินอวกาศทั้ง 4 ไปยัง Free-return trajectory หรือวงโคจรรอบโลกและดวงจันทร์ ภายใต้วงโคจรนี้ ต่อให้เครื่องยนต์เกิดเหตุขัดข้องประการใดก็ตาม แรงโน้มถ่วงก็จะยังคงนำพานักบินอวกาศวนกลับมายังโลกได้ ซึ่งนี่เป็นวงโคจรใกล้เคียงกับโครงการ อะพอลโล 8 และ อะพอลโล 13 ที่นำเหล่านักบินอวกาศกลับมายังโลกได้ปลอดภัย ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุที่เกือบคร่าชีวิตนักบินอวกาศทั้งลำไปแล้ว แต่ภารกิจครั้งนี้จะนำเหล่านักบินอวกาศในโครงการ Artemis II ไปไกลกว่ามาก ซึ่งจะทำให้นักบินอวกาศทั้ง 4 รายเป็นมนุษย์ที่เคยเดินทางไปไกลจากโลกที่สุดในประวัติศาสตร์โดยปริยาย

จรวด SLS ที่นำนักบินอวกาศทั้ง 4 ทะยานขึ้นจากฐานนั้น นับเป็นจรวดที่ทรงพลังที่สุดที่เคยถูกสร้างขึ้นมา โดยก่อนหน้าจรวด Saturn V ของโครงการอะพอลโลนั้นครองตำแหน่งนี้มาตลอดเกือบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา และปัจจุบันมีเพียงจรวด Star Ship ของ SpaceX ที่ทรงพลังกว่า แต่เคยผ่านเพียงภารกิจทดสอบเพียงเท่านั้น SLS จึงเป็นจรวดที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์เคยส่งขึ้นไปในวงโคจรรอบโลก

นอกไปจากนี้ โครงการนี้ยังนับเป็น “ครั้งแรก” อีกหลายประการ ตั้งแต่ภารกิจแรกที่นำนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ด้วยกันถึง 4 รายพร้อมกัน นักบินอวกาศหญิงคนแรกที่จะไปเยือนดวงจันทร์ นักบินอวกาศผิวสีรายแรก และนักบินอวกาศคนแรกที่มาจากแคนาดา

ภายในระยะเวลาอีก 10 วันจากนี้ เหล่านักบินอวกาศจะทำการทดสอบระบบต่าง ๆ ก่อนที่จะจุดเครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่วงโคจรเพื่อนำเหล่านักบินอวกาศโคจรไปยังด้านไกลของดวงจันทร์ ที่ซึ่งเหล่านักบินอวกาศจะเป็นมนุษย์ 4 คนแรกในรอบกว่า 6 ทศวรรษ ที่จะเห็น “Earthrise” หรือโลกขึ้นมาจากขอบฟ้าของดวงจันทร์

ภารกิจ Artemis II นี้ จึงเป็นก้าวสำคัญ ก่อนจะต่อยอดสู่ภารกิจ Artemis อื่น ๆ ตามมา มีเป้าหมายทดสอบระบบการลงจอดที่ผลิตโดยบริษัทเอกชนจากทั้ง SpaceX และ Blue Origin ก่อนที่จะนำมนุษย์กลับไปเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งในที่สุด

เปิดภารกิจ Artemis II พานักบินไปโคจรรอบดวงจันทร์ในรอบ 53 ปี

ขณะที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้โพสต์ภาพภารกิจ ArtemisII SLS ที่ถูกปล่อยออกจากฐาน เวลา 05:35 น.ของเช้าวันนี้ พร้อมทั้งอัปเดตข้อมูลว่า ยาน Orion เข้าสู่วงโคจรสำเร็จ เพื่อตรวจเช็คความพร้อม ก่อนเดินทางสู่ดวงจันทร์ตามภารกิจที่กำหนด ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจเกี่ยวกับภารกิจนี้ สามารถชมไลฟ์สดทางช่องทาง youtube ของ NASA (คลิกดูสดที่นี่)
เปิดภารกิจ Artemis II พานักบินไปโคจรรอบดวงจันทร์ในรอบ 53 ปี เปิดภารกิจ Artemis II พานักบินไปโคจรรอบดวงจันทร์ในรอบ 53 ปี เปิดภารกิจ Artemis II พานักบินไปโคจรรอบดวงจันทร์ในรอบ 53 ปี ภารกิจ ArtemisII SLS ถูกปล่อยออกจากฐาน

 

ที่มาข้อมูล-ภาพ

  • GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
  • NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
  • NASA