
โรคไข้กาฬหลังแอ่นระบาด เกิดจากอะไร มีวัคซีนป้องกันหรือไม่
"ไข้กาฬหลังแอ่น"ระบาดอังกฤษ แนะคนไทยฉีดวัคซีนก่อนเดินทางไปสหราชอาณาจักร พร้อมไขข้อข้องใจ โรคนี้เกิดจากอะไร มีอาการแบบไหน วัคซีนป้องกันมีแบบไหนบ้าง
KEY
POINTS
- โรคไข้กาฬหลังแอ่นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ติดต่อผ่านทางเดินหายใจ ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งมีทั้งชนิดป้องกันสายพันธุ์ B (MenB) และชนิดป้องกันสายพันธุ์ A, C, W, Y
- กรมควบคุมโรครายงานการระบาดในสหราชอาณาจักร และแนะนำผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงให้พิจารณารับวัคซีนล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease ในสหราชอาณาจักร โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย ทั้งนี้กรมควบคุมโรค แนะนำผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาด เช่น พื้นที่ในสหราชอาณาจักรหรือประเทศในยุโรป พิจารณารับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ
ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยข้อมูลล่าสุดยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามแม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ แต่กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
รู้จักโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease
- โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง
- โรคไข้กาฬหลังแอ่นเกิดในบุคคลทุกวัย พบมากทั้งในช่วงอายุ 1 เดือน- 15 ปี(25-40%) และมากกว่า 15 ปี (10-35%)
- โรคนี้เกิดทั่วโลกมีสาเหตุจากเชื้อ Neisseria meningitidis เชื้อนี้พบในลำคอของคนปกติ ประมาณร้อยละ 5 โดยไม่ทำให้เกิดโรค ผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิดอาการโรค พบได้ประปรายตลอดทั้งปี และมีการระบาดในบางพื้นที่เป็นครั้งคราว
สาเหตุโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease
- เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย แกรมลบ รูปร่างกลมคล้ายเมล็ดถั่ว เรียงตัวกันอยู่เป็นคู่ๆ โดยหันด้านเรียบเข้าหากัน ไม่สร้างสปอร์ แบ่งเป็น 13 serogroup ได้แก่ A,B,C,D,E29,H,I,K,L,W135,X,Y และ Z
ระยะฟักตัวโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease
- ประมาณ 2-10 วัน โดยเฉลี่ย 3-4 วัน
ระยะติดต่อโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease
- ผู้ที่สามารถแพร่เชื้อได้ คือผู้ที่ไม่มีอาการ(พาหะ) และผู้ป่วยสามารถแพร่โรคได้จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อในน้ำมูก น้ำลายแล้ว ปกติเชื้อจะหมดไปจากช่องโพรงจมูกทางด้านหลัง (nasopharynx) ของผู้ป่วยภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาต้านจุลชีพที่เหมาะสม penicillin จะใช้ยับยั้งเชื้อได้ชั่วคราว แต่จะไม่กำจัดเชื้อให้หมดไปจากโพรงช่องปาก จมูกและคอรวมทั้งโพรงจมูกด้านหลัง (oronasopharynx)
วิธีการติดต่อโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease
เชื้อกระจายจากช่องปาก ช่องจมูกจากคนหนึ่งสู่อีกคนโดยตรง ผ่านระบบทางเดินหายใจ เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคได้ ดังนี้
- แบบไม่มีอาการหรืออาการน้อย เชื้อเจริญในเนโซฟาริ้งซ์ ทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่เล็กน้อย มักไม่มีอาการ ส่วนใหญ่พบกลุ่มนี้มาก และมักเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อต่อไปได้อีก
- แบบเชื้อแพร่เข้ากระแสเลือดหรือเลือดเป็นพิษ (meningococcemia) เชื้อเข้าใน กระแสเลือด โดยเลือดจะมาหล่อเลี้ยงที่ปลายหลอดเลือดเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีผื่น เลือดออกตามผิวหนัง ในรายที่รุนแรงจะมีเลือดออกในลำไส้และต่อมหมวกไต
- แบบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitidis) เชื้อที่เข้าเยื่อหุ้มสมองทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease
- ไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง อาจมีผื่นแดง จ้ำเลือด(pink macules)ขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย และอาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว
การป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease
- ลดการอยู่ในสถานที่แออัด
- หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หมั่นล้างมือ
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningococcal Disease วัคซีนมี 2 ชนิด คือ
- วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B (MenB) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป
- วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ A, C, W, Y ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาฉีดวัคซีน เช่น ผู้ที่มีการทำงานของม้ามบกพร่อง ภาวะพร่องคอมพลีเมนต์ ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณที่มีการระบาด โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ไปศึกษาต่อและอยู่หอพัก และอาจพิจารณาฉีดในเด็กเล็ก < 2 ปี ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและพิจารณาชนิดของวัคซีนก่อนรับวัคซีน
ที่มาข้อมูล
- กรมควบคุมโรค
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย






