
68% ชาวเน็ตไทย กังวล จุดยืนด้านการต่างประเทศ-วิกฤตพลังงาน สงครามอ่าวเปอร์เซีย
“เรียลวอทช์ แล๊ป” สำรวจ ความกังวลของชาวเน็ตไทย พบว่า 68% กังวลเรื่อง จุดยืนด้านการต่างประเทศ วิกฤตเพลังงาน จากสถานการณ์การสู้รบในอ่าวเปอร์เซีย ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับ อิหร่าน
KEY
POINTS
- ชาวเน็ตไทย 37% กังวลมากที่สุดเกี่ยวกับจุดยืนด้านการต่างประเทศของไทยต่อสงคราม โดยส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลวางตัวเป็นกลาง
- ความกังวลอันดับสอง 31% คือผลกระทบด้านราคาพลังงานที่อาจพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและเศรษฐกิจของประเทศ
- นอกจากนี้ยังมีความกังวลรองลงมาในเรื่องความเสี่ยงที่สงครามจะบานปลาย (24%) และความปลอดภัยของแรงงานไทยในพื้นที่ขัดแย้ง (3%)
เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Transformation และ AI-Data Driven Technology เปิดเผยถึงผลสำรวจความกังวลของชาวเน็ตไทย หลังจากที่สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล โจมตี อิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ทำให้เกิดสงครามยืดเยื้อมาตลอด 10 วันที่ผ่านมา โดยมีการสำรวจความเห็นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังเกิดเหตุการณ์ ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ในทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จำนวน 34,009 ข้อความที่เขียนและพูดถึงความกังวลหลังเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง พบว่า
อันดับแรก ที่ชาวเน็ตไทยมีความกังวลมากสุด คิดเป็นสัดส่วน 37% ของทุกข้อความ เป็นเรื่องจุดยืนด้านการต่างประเทศของไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยชาวเน็ตส่วนใหญ่ ระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลไทยวางตัวเป็นกลางกับสถานการณ์ดังกล่าว
อันดับสอง คิดเป็นสัดส่วน 31% เป็นความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านราคาพลังงานที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย โดยความเห็นส่วนใหญ่กังวลว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบกับค่าครองชีพ รวมไปถึงผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย
เพราะหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ธนาคารโลก คาดการณ์ว่า ถ้าสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะส่งผลให้ราคาน้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10-13% อยู่ที่ 80-82 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล และ มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล
การปรับสูงขึ้นของราคาน้ำมัน จะทำให้ อัตราเงินเฟ้อ ปรับตัวสูงขึ้น 0.5-0.8% แนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้เศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.6% จากเดิมที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลก จะเติบโตที่ 3.3%ในขณะที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ วิเคราะห์ ผลกระทบ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กับ เศรษฐกิจไทย ออกเป็น 2 ฉากทัศน์
ฉากทัศน์ แรก คือ ถ้าสงครามกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค ตะวันออกลาง และ สิ้นสุดลงภายใน 1 เดือน การขนส่งทางทะเล ผ่านช่องแคบฮอร์มุช จะได้รับผลกระทบระยะสั้นสถานการณ์ดังกล่าว จะทำให้ราคาน้ำมันดิบโลก อยู่ในช่วง 95-105 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทย ปี 2569 เติบโตประมาณ 1.6% ลดลง จากเดิม ที่คาดการณ์ไว้ว่า จะเติบโตที่ 2%
ฉากทัศน์ที่ 2 กรณีที่สงครามยกระดับ หรือ ขยายวงกว้าง ครอบคลุมตะวันออกกลาง และ ยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุช ถูกปิด และ ไม่สามารถขนส่งน้ำมันได้ ส่งผลกระทบต่อ ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) จะทำให้ ราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ที่ 115-125 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบ ให้เศรษฐกิจไทย เติบโต เพียง 1.3% จากเดิม ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 2%
ความเสี่ยงด้านความมั่นคง และ ความปลอดภัยแรงงานไทย
ในขณะที่ความกังวล อันดับสาม เป็นเรื่องความเสี่ยงจากสงครามและภัยความมั่นคง คิดเป็นสัดส่วน 24% โดยความเห็นของชาวเน็ตกังวลว่า สงครามจะบานปลายจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือ รุนแรงขึ้นหรือไม่ และ จะกระทบกับประเทศไทยหรือไม่อย่างไร
อันดับสี่ เป็นความกังวลเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับว่า เป็นข้อมูลเท็จ หรือ มีการบิดเบือนหรือไม่ จากทั้งสองฝ่าย คิดเป็นสัดส่วน 5%
และ อันดับห้า เป็นความกังวลเกี่ยวกับ ความปลอดภัยของแรงงานไทย ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง คิดเป็นสัดส่วน 3% โดยข้อความส่วนใหญ่จะแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ










