
ครม. อัดงบ 1.4 หมื่นล้าน แก้ท่วมเมืองเพชรบุรี ขุดคลองยาวเกือบ 40 กม.
ครม. เห็นชอบดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรอบวงเงินงบประมาณรวม 14,700 ล้านบาท หวังแก้ท่วมเมืองเพชรบุรีถาวร
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 14,700 ล้านบาท สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (พ.ศ. 2570–2579)
- โครงการหลักคือการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ความยาวเกือบ 40 กิโลเมตร ตั้งแต่ อ.ท่ายาง ไปจนถึงจุดระบายน้ำลงอ่าวไทยที่ อ.ชะอำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
- ครม. ได้อนุมัติผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษให้สามารถใช้พื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 162 ไร่ สำหรับเป็นจุดระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ โดยมีเงื่อนไขให้ติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
5 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชดเชยโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง
โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี กรอบวงเงินงบประมาณรวม 14,700 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2579) พร้อมอนุมัติผ่อนผันยกเว้นมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเปิดทางให้ดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย
โครงการนี้เป็นการปรับปรุงและขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ รวมระยะทาง 38.92 กิโลเมตร ตั้งแต่เหนือเขื่อนเพชร อ.ท่ายาง จนถึงจุดระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยที่ อ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย และช่วยเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน อีกทั้งยังช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 33,690 ไร่
อย่างไรก็ดี เนื่องจากจุดระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยต้องผ่านพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 162 ไร่ ที่ประชุม ครม. จึงอนุมัติยกเว้นมติ ครม. เดิมที่ห้ามใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลน โดยมีเงื่อนไขให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและติดตามเรื่องผลกระทบของระบบนิเวศอย่างเคร่งครัด
กำชับเร่งจ่ายค่าทดแทน
นอกจากนี้ ครม. ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดกระบวนการจัดหาที่ดิน การจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรม และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน







