

KEY
POINTS
ท่ามกลางการแข่งขันเชิงนโยบายของพรรคการเมือง ที่พบว่าพรรคการเมืองต่างนำเสนอนโยบายจำนวนมาก ภายใต้งบประมาณรวมกันกว่า 25 ล้านล้านบาท แต่คำถามคือนโนบายแต่ละพรรคการเมืองที่ออกมาต่างต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งงบประมาณเหล่านี้จะมีที่มาอย่างไร เพราะล้วนเป็นนโยบายในการใช้เงิน แต่นโยบายในการหาเงินเข้าประเทศยังมีให้เห็นน้อยมาก
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองไทยในการนำเสนอนโยบายงบประมาณต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พบว่ามีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่แจ้งงบประมาณในการหาเสียงให้กับ กกต. พิจารณา
และมีเพียงไม่กี่พรรคที่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้อย่างชัดเจนเมื่อถูกเรียกพบ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสภาวะการขาดดุลงบประมาณของประเทศไทยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2570 รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับภาระการหาเงินลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 7.8 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดทุนงบประมาณ
นโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองเน้นไปที่การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่กลับไม่มีพรรคใดที่เสนอนโยบายการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม รัฐบาลชุดที่ผ่านมาสามารถตัดลดงบประมาณประจำลงได้ถึง 18% ผ่านการปรับโครงสร้างข้าราชการและการทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) แต่ในประเทศไทย นโยบายที่เห็นส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับภาคประชานิยมเป็นจำนวนมาก
พรรคเพื่อไทย : มุ่งเน้นไปที่งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าสูงถึง 2.4 แสนล้านล้านบาท โดยมีนโยบายหลักคือการการันตีรายได้ขั้นต่ำให้ประชาชนที่ 36,000 บาทต่อคนต่อปี, รวมถึงโครงการ "คนละครึ่งโปรแมกซ์" ที่รัฐบาลสนับสนุนเงิน 70% และประชาชนจ่าย 30% นอกจากนี้ยังมีนโยบายปิดหนี้นอกระบบและหนี้เกษตรกร โดยคาดหวังจะนำเงินมาจากโครงการ "หวยเกษียณ" เพื่อมาสนับสนุนนโยบายประชานิยมเหล่านี้
พรรคภูมิใจไทย : วางมาตรการในลักษณะสายอนุรักษนิยม (Conservative) โดยเสนอใช้งบประมาณเท่าเดิมและไม่มีการกู้เงินเพิ่ม เน้นการลดค่าครองชีพและสานต่อโครงการคนละครึ่งเฟส 2 อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นข้อสังเกตถึงวิธีการหาเงินผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล ดอกเบี้ย 2.5% ถือเป็นการสร้างหนี้สาธารณะในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนการล้วงเงินจากกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา
พรรคประชาชน : เน้นการสร้างรัฐสวัสดิการและปฏิรูปโครงสร้างของรัฐด้วยวงเงิน 7.41 แสนล้านบาทนโยบายที่โดดเด่นคือ "หวยใบเสร็จ" ซึ่งเลียนแบบโมเดลความสำเร็จจากไต้หวันเพื่อดึงกลุ่ม SME เข้าสู่ระบบภาษี นอกจากนี้ยังเปลี่ยนจากการประกันราคาพืชผลเป็นการ "ชดเชย" เช่น การลดหนี้ให้ 20% หากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่
พรรคกล้าธรรม : เป็นพรรคที่เสนอวงเงินงบประมาณสูงสุดถึง 2.2 ล้านล้านบาท โดยเน้นไปที่การเยียวยาภาคเกษตรและการบริหารจัดการระบบน้ำหรือองค์การน้ำ
พรรคประชาธิปัตย์ : มีจำนวนนโยบายมากที่สุดถึง 91 นโยบาย ใช้งบประมาณรวมเป็นอันดับ 2 คือ 2.1 ล้านล้านบาท เน้นการประกันรายได้เกษตรกร เช่น มันสำปะหลังที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท และยางพารากิโลกรัมละ 60 บาท รวมถึงการให้เงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด 65,000 บาท
พรรคไทยสร้างไทย : เสนอการตั้งกองทุนโดยดึงเงินฝากจากคนรวยที่มีอยู่ในระบบกว่า 17 ล้านล้านบาท มาปล่อยกู้ให้ "คนตัวเล็ก" ในอัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี โดยการันตีดอกเบี้ยคืนให้กองทุน 4-5% ซึ่งเป็นพรรคเดียวที่พูดถึงวิธีการหาเงินเข้ากองทุนอย่างชัดเจน
“ความผิดหวังอย่างมากที่ไม่มีพรรคการเมืองใดชูยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเป็นหลัก ทั้งที่เป็นเครื่องจักรสร้างรายได้อันดับ 2 ของประเทศ จากการติดตามเวทีแสดงวิสัยทัศน์ พบว่าตัวแทนพรรคการเมืองส่วนใหญ่ขาดความชำนาญในด้านนี้และใช้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมานำเสนอเท่านั้น”
นายสรเทพ บอกอีกว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของ SME และภาคเกษตรกรรมของไทยติดหล่มอยู่กับการประกันราคามานานกว่า 55 ปี แต่นโยบายเหล่านี้ไม่เคยทำให้เกษตรกรรวยขึ้นได้อย่างแท้จริง เพราะขาดการบูรณาการถาวร เช่นเดียวกับภาค SME ที่มาตรการช่วยเหลือมักเข้าไม่ถึงกลุ่มรายย่อย (Micro SME) เนื่องจากขาดพระราชบัญญัติ (พรบ.) รองรับการตั้งกองทุนสำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ทำให้งบประมาณส่วนใหญ่มักถูกธุรกิจขนาดกลาง (Size M) ที่มีความพร้อมด้านบัญชีและภาษีมากกว่ากวาดไปหมด
ส่วนปัญหาในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะนโยบาย Medical Tourism ที่หลายพรรคมุ่งหวังจะทำ แต่ไม่ทราบข้อมูลเชิงลึกว่า ทำไมในช่วงหลังโควิด ตลาดอาหรับที่เคยมั่นคงและเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เดินทางมาใช้บริการทางการแพท์ของไทยจึงหายไป รวมถึงปัญหาที่รัฐบาลค้างเงินจ่ายประกันสังคมอยู่จำนวมาก ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักแก่ผู้ประกอบการในอนาคต
1. การปฏิรูปงบประมาณรายจ่ายประจำ: ปัจจุบันรายจ่ายประจำกินงบประมาณสูงถึง 71% หากรัฐบาลสามารถปรับลดลงให้เหลือ 60% ได้ จะส่งผลให้ GDP เติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยควรเน้นการตรวจสอบงบผูกพันและงบประมาณพื้นฐานต่างๆ
2. การปรับปรุงโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้ของรัฐไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งปัจจุบันพบว่ายอดเก็บภาษีหลุดเป้าไปกว่า 1.1 แสนล้านบาท รัฐอาจจำเป็นต้องปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แต่ต้องมีการแยกประเภทอุตสาหกรรมให้ชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและการบริโภคควรคงไว้ที่ 7% เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการจนเกินไป
3. การบริหารด้วยมืออาชีพ : รัฐบาลใหม่ควรกล้าดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาบริหารกระทรวงต่างๆ แทนการใช้นักการเมืองหน้าเดิมที่ขาดความเข้าใจในปัญหาลึกๆ
“หากไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามกับดักประชานิยมและหันมามุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเหมือนอย่างที่ประเทศจีนกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ประเทศไทยก็ยากที่จะพัฒนาต่อไปได้ สถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายงบประมาณในขณะนี้จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะต้องเลือกระหว่างการแจกเงินเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น หรือการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของประเทศ”