
ชวนมาดื่มมาดริ้งค์ วันชาสากล 21 พฤษภาคม International Tea Day
วันชาสากล International Tea Day 21 พฤษภาคมของทุกปี ชวนมาดื่มมาดริงค์พร้อมรู้จักประโยชน์ของชา ดื่มกินปริมาณเท่าไรถึงดีต่อสุขภาพ
เอ่ยถึงชา เครื่องดื่มชาในเวลานี้ เชื่อว่าหลายคนอาจจะนึกถึงชาเขียวมัจฉะ ที่กำลังเป็นเครื่องดื่มฮิตติดเทรนด์ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากความอร่อย สดชื่น ชาเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่มากก็น้อย (หากดื่มกินในปริมาณที่เหมาะสม)
เนื่องในวันชาสากล International Tea Day ซึ่งตรงกับวันที่ 21 พฤษภาคมของทุกปี โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดวันนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยส่งเสริมสนับสนุนการผลิตและการบริโภคชาที่ยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของชา
วันนี้ "ฐานเศรษฐกิจ"จึงขอนำเสนอประโยชน์ของการดื่มชา ความเชื่อเรื่องการดื่มชาเพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งวิธีการเลือกดื่่มชาอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ โดยอ้างอิงข้อมูลบทความจากโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์มานำเสนอดังต่อไปนี้
ความเชื่อเรื่องการดื่มชาเพื่อสุขภาพ
1. ชามีสารต้านอนุมูลอิสระจริงหรือไม่
- จริง เพราะในชามีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า คาเทซิน (Catechins) โดยในชาเขียว (Green tea) จะมีมากกว่าชาดำ (Black tea) เนื่องจากไม่ผ่านกระบวนการหมัก
2. ดื่มชาช่วยป้องกันโรคมะเร็งจริงไม่
- มีการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม และมะเร็งกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาในคนถึงชนิดชา ปริมาณที่เหมาะสม และความปลอดภัยในระยะยาว
3. ดื่มชาช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ
- มีการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในใบชา มีส่วนช่วยในการย่อยและการดูดซึมไขมันและคาร์โบไฮเดรต และช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน โดยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) จากชาดำ (Black tea) มีประสิทธิภาพมากกว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในชาเขียว (Green tea) แต่การดื่มชาในปัจจุบันที่มีการผสมน้ำตาลหรือนมข้นในปริมาณมาก มีพลังงานสูงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้
4. ดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองจริงหรือ
- มีการศึกษาพบว่าการดื่มชาดำ (Black tea) หรือชาเขียว (Green tea) อย่างน้อย 3 แก้วต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้ 21% ทั้งนี้การเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานอื่น ๆ อาจลดประสิทธิภาพของสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ได้ รวมถึงน้ำตาลและสารให้ความหวานอาจทำให้เบาหวานคุมได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดได้
5. ดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานได้จริงหรือ
- การศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในชา มีคุณสมบัติเป็นสารต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ตับอ่อน และอาจช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินที่เป็นสาเหตุการเกิดโรคเบาหวานได้ ซึ่งมีผลต่อความต้านทานภาวะดื้ออินซูลิน
- การศึกษาในคนมักใช้เป็นสารสกัดจากชาเขียวในปริมาณมาก หรือดื่มชาดำที่ไม่ใส่น้ำตาล ตั้งแต่ 500 - 1500 มิลลิลิตรต่อวัน และยังไม่มีการศึกษาในระยะยาวถึงความปลอดภัย
6. ดื่มชาช่วยลดไขมันในเลือดจริงหรือไม่
- มีการศึกษาพบว่าการรับประทานสารสกัดจากชาเขียวช่วยลดคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไขมันไม่ดี (LDL ; Low Density Lipoprotein) ในเลือดได้ ในการทดลองส่วนใหญ่ใช้เป็นสารสกัดชาเขียวเข้มข้นสูง หากต้องการให้ได้ผลตามงานวิจัยอาจจะต้องดื่มชาเขียวกว่าวันละ 160 แก้ว และยังไม่มีการศึกษาในระยะยาวถึงความปลอดภัย ดังนั้นการปรับวิธีการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย อาจเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและปลอดภัยมากกว่า
วิธีการเลือกดื่มชาให้ดีต่อสุขภาพ
- ไม่ดื่มชาที่ร้อนเกินไป หรืออุณหภูมิมากกว่า 55 - 65 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า การดื่มชาที่ร้อนมากเกินไป เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร
- เลือกชาใส เลี่ยงการเติมน้ำตาล ครีมเทียม หรือนม เนื่องจากลดประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระในชาได้ สามารถปรุงแต่งกลิ่นวานิลลาหรืออบเชยเล็กน้อยเพื่อเลียนแบบความหวานได้ หรือหากชอบออกรสหวานแนะนำเป็นชาสมุนไพรรสผลไม้เนื่องจากชาบางชนิดมีรสหวานจากธรรมชาติโดยไม่ต้องเติมสารให้ความหวาน
- เลือกซื้อชาแก้วขนาดเล็กสุด ในกรณีที่เลือกดื่มชาที่มีการเติมน้ำตาล น้ำเชื่อม หรือครีมเทียม เพื่อลดพลังงานหรือน้ำตาลที่ได้รับต่อวัน
- ลดระดับความหวาน หากติดดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน แนะนำค่อย ๆ ปรับลดระดับความหวานลงทีละน้อย เช่น จากเดิมเลือกความหวาน 100% ปรับลดวามหวานลงเหลือ 50% หรือ 25%
- ลดความถี่การดื่มชาที่มีการเติมน้ำตาล ครีมเทียม นม หรือท็อปปิ้งเพิ่มเติม ไม่ควรดื่มเกิน 1 - 2 แก้วต่อสัปดาห์
อ้างอิงข้อมูล
- โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์







