
ชวนกลุ่มเสี่ยงตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี-ซี ฟรีทั่วประเทศ
กรมควบคุมโรค เชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ บี และซี ฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 63 ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ 77 แห่งทั่วประเทศ
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคีเครือข่าย รณรงค์วันตับโลก ปี 2563 ภายใต้หัวข้อ “กำจัดไวรัสตับอักเสบ บีและซี ภายในปี 2573” พร้อมเชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้แก่ กลุ่มพนักงานเก็บขยะ , กลุ่มผู้ที่เคยได้รับเลือดหรือรับบริจาคอวัยวะ และ กลุ่มเสี่ยงตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ คือ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ที่มีประวัติใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด สามารถเข้ารับการตรวจฟรี
โดยขอเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปเป้าหมาย 50,000 คน เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ บี และซี ด้วยชุดตรวจที่สะดวกรวดเร็ว รู้ผลภายใน 30 นาที ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 63 ณ โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการฯ ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีบริการให้คำปรึกษา ตรวจคัดกรอง ส่งต่อ เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษา หากมีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถามได้ที่ 1422
อนึ่ง ไวรัสตับอักเสบ สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้ และเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ โดยมี 5 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และอี
สำหรับไวรัสตับอักเสบที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ บีและซี ซึ่งสามารถแบ่งอาการออกเป็น 2 ระยะ คือ โรคตับอักเสบเฉียบพลัน และโรคตับอักเสบเรื้อรัง โดยอาการของโรคตับอักเสบเฉียบพลัน คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง มีไข้ ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา เซลล์ตับถูกทำลาย
ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี มีเพียงร้อยละ 5-10 ที่มีโอกาสเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง จะมีอาการนานเกินกว่า 6 เดือน โดยแบ่งได้อีกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1. ชนิดตับอักเสบเรื้อรังไม่รุนแรง (Chronic Persistent) แบบค่อยเป็นค่อยไป
2.ชนิดตับอักเสบเรื้อรังแบบรุนแรง (Chronic Active Hepatitis) เป็นอาการอักเสบที่เกิดจากตับถูกทำลายไปมากและเกิดอาการตับแข็ง ในผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการเกิดขึ้น แต่เชื้อไวรัสจะทำลายตับไปเรื่อยๆ จนเกิดอาการตับแข็ง และท้ายสุดก็จะกลายเป็นมะเร็งตับ
ขณะที่สถานการณ์โรคไวรัสตับอักเสบในประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง ประมาณ 2.2–3 ล้านคน มีอัตราความชุกประมาณร้อยละ 4–5 ของประชาชนที่เกิดก่อนปี พ.ศ.2535 ทำให้ปัจจุบันพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง ในประชากรที่อายุ 30 ปีขึ้นไปเป็นส่วนมาก
ส่วนประชาชนที่เกิดหลังปี พ.ศ.2535 ได้มีการบรรจุวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนของประเทศ ทำให้พบอัตราความชุกที่ลดลง ร้อยละ 0.6
ดังนั้น กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี คือกลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปีพ.ศ. 2535 ซึ่งต้องมาตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป ส่วนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ประมาณ 7.5 แสนคน พบมากในผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด
สำหรับไวรัสตับอักเสบ ซี ไม่สามารถพยากรณ์โรคได้ว่าจะเป็นแบบไวรัสตับอักเสบ บี เนื่องจาก หลังการติดเชื้ออาจเกิดมะเร็งตับ โดยไม่ต้องมีภาวะตับแข็งก่อนได้ และการรักษาโดยใช้ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ที่ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ สามารถรักษาให้หายได้ เพียงรับประทานยาต่อเนื่อง 4 เดือน






