
"อุตตม" ยัน IMF เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง
อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ดร.อุตตม สาวนายน เล่าสู่กันฟังหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ยืนยัน IMF เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง โดยเปิดเผยว่า
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จบลงแล้วอย่างงดงาม ผมจะขอนำบางกิจกรรมที่ได้มีส่วนในการประชุมครั้งนี้มาเล่าสู่กันฟัง ครับ
ผมมีโอกาสร่วมหารือกับ Ms.Kristalina Georgieva Managing Director IMF และคณะในระหว่างการประชุมครั้งนี้ ซึ่งมีเรื่องที่น่าชื่นใจคือ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ได้ชื่นชมการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกของประเทศไทย โดยระบุว่า ไทยมีเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง ทำให้มีความสามารถในการใช้เครื่องมือทางการเงินและการคลัง ดูแลเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ IMF ยังได้วิเคราะห์และให้มุมมองเป็นข้อเสนอแนะการรับมือภาวะเศรษฐกิจของไทยว่า 1.ไทยมีความจำเป็นต้องดูแลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ 2.พิจารณาการใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีทั้งด้านการเงินและการคลัง อย่างทันท่วงที
ข้อเสนอแนะของ IMF ข้างต้น มีหมายความว่าประเทศไทย ยังคงมีความสามารถที่แข็งแกร่ง ที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ โดยหากเป็นประเทศที่ไม่แข็งแกร่ง จะไม่มีการแนะนำในลักษณะดังกล่าว
ขณะที่การวางรากฐานทางเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ IMF ได้ชี้แนะว่า ควรให้ความสำคัญเรื่องขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากร ให้มีทักษะทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ให้เพียงพอต่อความต้องการของเศรษฐกิจ New Economy ซึ่งไทยกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างเต็มที่
ที่น่าชื่นใจสำหรับคนไทยอย่างยิ่งอีกประการ คือ IMF ได้ให้ความสนใจต่อเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งผมก็ได้อธิบายถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมบอกว่า เป็นปรัชญาที่รัฐบาลไทยได้น้อมนำมาปรับใช้ในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ มีความพอเพียงที่จะโตได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ผมได้มีโอกาสประชุมหารือกับ Mr. Wilbur Ross รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และคณะนักธุรกิจชั้นนำของสหรัฐอเมริกา จำนวน 16 บริษัท ที่แสดงความสนใจร่วมลงทุนในพื้นที่ EEC ทั้งด้าน สาธารณูปโภคพื้นฐาน พลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัล ฯลฯ โดยหนึ่งใน 16 บริษัทดังกล่าว คือBaxter International ผู้นำเทคโนโลยีทางการแพทย์ ได้เข้ามาลงทุนใน EEC แล้ว
ผมได้แจ้งว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบ การร่วมลงทุนระหว่างประเทศให้มีความโปร่งใส เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและพิธีการศุลกากร เพื่อมุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ
ทางสหรัฐฯ ได้แสดงความยินดีกับการที่ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจประจำปี 2563 (Doing Business 2020) ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา
รวมทั้งชี้แจงว่า การนำภาคเอกชนสาขาต่างๆ มาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ เล็งเห็นโอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย รวมถึงความเป็นไปได้ในการย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้ ได้แสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และโอกาสการลงทุนใหม่ๆของไทย และแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะต่อไป






