thansettakij
thansettakij
ข่าวเด่นฐาน2559 เซเว่นฯเลิกขาย 1-2-Call

ข่าวเด่นฐาน2559 เซเว่นฯเลิกขาย 1-2-Call

01 ม.ค. 60 | 02:00 น.
เมื่อใกล้สิ้นศักราช ที่ประชุมกองบรรณาธิการ ประมวลและคัดเลือกผลงานข่าวของทีมงาน ที่ได้ติดตามรายงานท่านผู้อ่านมาทั้งปี เพื่อคัดเลือกผลงานที่โดดเด่นสุด คือเปิดประเด็นข่าวเรื่องใหญ่ มีเงื่อนงำส่งผลกระทบวงกว้าง และทีมงานเฝ้าติดตามมารายงานอย่างต่อเนื่อง จนเห็นภาพความเปลี่ยนแปลง หลังถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวางแล้ว ที่ประชุมมีมติเลือกข่าว “เอไอเอสดิ้นแก้เกมคู่แข่ง 7-11 เลิกขาย วัน-ทู-คอล” เป็นข่าวดีเด่นของฐานฯ ประจำปี 2559 นี้ ข่าวเด่นฐาน255

 7-11เลิกขาย1-2-Call

3 ค่ายมือถือยักษ์เมืองไทย ยังคงเป็นคู่แข่งขันที่ดุเดือดสุดธุรกิจหนึ่งในรอบปีนี้ เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดหลายแสนล้านบาท เติบโตสวนกระแส 4 จี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดประมูลชิงคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 คลื่นความถี่ เมื่อปลายปี 2558 มีผู้ร่วมประมูลด้วยกัน 4 ราย จาก 3 ค่ายยักษ์มือถือเดิม กับน้องใหม่บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ในเครือ แจส ที่สร้างประวัติศาสตร์การประมูลสู้กันเลือดสาด

tp12-3222-e สุดท้ายผู้ชนะจำนวน 2 ราย คือ ทรมูฟ เอช เสนอราคาสุดท้ายที่ 76,298 ล้านบาท และ แจส โมบาย ที่ขอแจ้งเกิดทุ่มเสนอราคาสุดท้ายที่ 75,654 ล้านบาท เมื่อได้คลื่นทรูมูฟ เอช ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก ออกแพ็กเกจ ช่วงชิงลูกค้า 900 ผ่านช่องทางของ 7-11 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในกลุ่มตระกูล “เจียรวนนท์” ด้วยกัน จำนวน 9,000 แห่งทั่วประเทศ พุ่งเป้าเจาะจากคู่แข่งเบอร์ 1 และ 2 ในตลาด ด้วยสโลแกน “ย้ายค่ายมาระบบ 900 ไม่ต้องกังวลซิมดับ”
เอไอเอสที่แพ้ประมูลชิงคลื่น ต้องทุ่มงบการตลาดกว่า 7,000 ล้านบาทแจกเครื่องให้กับลูกค้า 2 จี ที่มีอยู่กว่า 12 ล้านราย ตรึงให้ยังอยู่ระบบ 3 จีของตนเอง อีกทางเอไอเอสจับมือดีแทคร้องกสทช. ให้ตรวจสอบแคมเปญนี้ของทรูมูฟ เอช ว่าผิดหลักเกณฑ์การย้ายค่ายที่ กสทช. กำหนด สุดท้ายต้องเบรกแคมเปญไป

สงครามมือถือยังไม่จบ เมื่อแจส โมบายทิ้งใบอนุญาต ต้องจัดประมูลใหม่ และเอไอเอสคว้าไปด้วยราคาสุดท้ายเดียวกับที่แจส โมบายเคยเสนอ จากนั้นการแย่งชิงฐานลูกค้ามือถือระอุขึ้นอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าว “ฐานเศรษฐกิจ” สังเกตพบว่า ที่เคาน์เตอร์รับชำระเงินในห้างสะดวกซื้อ 7-11 เกือบทุกสาขาในย่านดอนเมือง สายไหม หทัยราษฎร์ ขึ้นป้ายติดประกาศ “ขออภัย สินค้า 1-2-Call หมด” เป็นที่มาข่าวเครือข่ายธุรกิจทรูมูฟ เอช ปิดตลาดคู่แข่งครั้งนี้

ทาง 7-11 แจงว่า ไม่ได้ต้องการตีสกัดเอไอเอส แต่เหตุมาจากการต่อรองธุรกิจไม่ลงตัว โดย 7-11 ขอปรับขึ้นค่าวางสินค้าระบบเติมเงิน 1-2-Call จาก 5% เป็น 7% เท่ากับรายอื่นคือ ดีแทคและทรูมูฟที่เรียกเก็บ 7%

ด้านเอไอเอสไม่ยอม บอกเป็นรายใหญ่มียอดขายสูงสุด และมีทางเลือกอื่นคือ มีช่องทางเครื่องเติมเงินกว่า 5 แสนจุด เป็นทางเลือกให้ลูกค้าของเอไอเอสใช้ทดแทนได้ พร้อมเร่งรัดโปรโมชันกับห้างสะดวกซื้ออื่นชดเชย

สงครามมือถือที่ดุเดือดครั้งนี้ ทรูมูฟ เอชมีเป้าหมายเบียดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดมือถือ ขณะที่เอไอเอส พยายามรักษาแชมป์ทุกวิถีทาง

ปัจจุบัน เอไอเอส มีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 39.9 ล้านราย ขณะที่คู่แข่ง คือ ดีแทค หรือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) มีจำนวน 24.8 ล้านราย และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งมีบริษัทลูกให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้ชื่อ “ทรูมูฟ เอช” มีจำนวน 22.6 ล้านราย

tp12-3222-d  เชฟรอนปลดพนักงาน

เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการพลังงาน และสร้างความฮือฮาในสังคม กรณีบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ประกาศลดการลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.75 หมื่นล้านบาท และปรับโครงสร้างองค์กรภายในใหม่ ด้วยการปรับลดบุคลากรของบริษัทลงอีก 20% คิดเป็นประมาณ 800 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นมา หลังจากปรับลดพนักงานชาวต่างชาติไปก่อนหน้าแล้วกว่า 50% หรือกว่า 100 คน

ขณะที่การปรับลดเงินลงทุนในช่วง 5 ปี (2559-2563) นั้น จะใช้แค่ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุน 5,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน 4,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยงบลงทุนจะปรับลดลงต่อเนื่องทุกปี จากในปี 2558 มีงบลงทุนอยู่ที่ 2,725 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2559 ปรับลดเป็น 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และลดลงเหลือ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2561-2563 ตามลำดับ

จากผลประกอบการที่ออกมาขาดทุนในปีก่อนหน้า เมื่อราคานํ้ามันตกตํ่าต่อเนื่อง ไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต จนที่สุดแบกภาระต่อไม่ไหว ต้องใช้ยาแรงข้างต้น

 ไล่เช็กบิลหมื่นตึกเสี่ยง

จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้หอพักนักเรียนหญิงประถม ของโรงเรียนเกียรติพิทักษ์ หรือสุขสันต์อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และเหตุเพลิงไหม้โรงภาพยนตร์เมเจอร์ สาขาปิ่นเกล้า เมื่อกลางปีที่ผ่าน ทำให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 สั่งการด่วนให้ท้องถิ่นตรวจสอบอาคารที่อยู่ในข่ายเสี่ยงทั่วประเทศ โดยเฉพาะอาคาร 9 ประเภท 1. อาคารสูง 2. อาคารขนาดใหญ่พิเศษ 3. โรงมหรสพ 4. โรงงาน 5. ป้ายขนาดใหญ่ 6. โรงแรม 7. อาคารชุมนุมคน 8.สถานบันเทิงและ 9. อาคารอยู่อาศัยรวม ซึ่งต้องมีการตรวจสอบประจำปีอยู่แล้ว “ ฐานเศรษฐกิจ” ติดตามขุดคุ้ยพบว่า มีอาคารผิดกฎหมาย เกือบ 1 หมื่นแห่ง มากสุดอยู่ในกทม.กว่า 4,000 แห่ง ไม่เคยยื่นตรวจสอบเลยตลอด 9 ปี นับแต่มีกฎกระทรวงปี 2548 (มีผลใช้จริงปี 2550) เสี่ยงจะเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซากขึ้นเวลา

กรมโยธาและผังเมือง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร จึงขีดเส้นตายวันที่ 30 กันยายน 2559 ทุกอาคารต้องจัดผู้ตรวจสอบอาคาร ขณะเดียวกันได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย สั่งปรับ 60,000 บาท จำคุก 3 เดือน และปรับวันละ 10,000บาท จนกว่าเจ้าของอาคารจะจ้างบริษัทผู้ตรวจสอบอาคาร หรือวิศวกรมาตรวจสอบ และได้ใบรับรองความปลอดภัยอาคาร(ร1) จากท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน จะแก้ไขกฎกระทรวงเพิ่มประเภทอาคารเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบทุกปี เพิ่มขึ้นจาก 9 ประเภทเดิม เช่น ตลาดสด โรงเรียนกวดวิชาที่อยู่ตามอาคารพาณิชย์เก่าต่าง ๆ สถานรับเลี้ยงเด็ก บ้านพักคนชรา โรงพยาบาล หอพัก อพาร์ตเมนต์ขนาดเล็ก ต่ำกว่า 2,000 ตารางเมตร เป็นต้น

tp12-3222-c  นมโรงเรียนโผล่ขายกัมพูชา

เป็นอีกข่าวสุดฮือฮา หลังจากที่ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้เปิดประเด็น “ตะลึง!นมร.ร.ไทยขาย กัมพูชา มิลค์บอร์ดเต้นสั่งสอบ/ บิ๊กสหกรณ์วังนํ้าเย็นยันไม่ผิด" หลังพบมีการวางขาย”นมโรงเรียน”ของไทยหรา ในร้านเอเชียมาร์เก็ต เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา พร้อมหลักฐานสลิปรายการสินค้าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา

วงการนมโรงเรียนชี้ผิดเงื่อนไข ขณะที่นายอำนวย ทงก๊ก ประธานสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น เจ้าของผลิตภัณฑ์นม(โรงเรียนไทยที่ไปโผล่ขายในเขมร โต้เสียงแข็งไม่ผิด ระบุหากไม่ขายนมก็หมดอายุ แถมขู่กลับใครมายุ่งเจอฟ้องศาลปกครอง

จากนั้นสื่อมวลชน ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ แห่ติดตามข่าวนี้นานกว่า 2 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าเกี่ยวพันถึงผู้กว้างขวางภาคตะวันออก ท่ามกลางการเฝ้าจับตาว่า ถึงที่สุดเรื่องนี้จะจบอย่างไร หลายคนเชื่อว่าคงเจอแค่ภาคทัณฑ์ตักเตือน
อย่างไรก็ตามในยุครัฐบาลทหารที่เข้ามาจัดระเบียบสังคมใหม่หลายวงการ ที่สุดสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นก็ถูกตัดลดสิทธิ์ 5% ตามระเบียบ เพราะนมโรงเรียนข้างกล่องก็เขียนชัดเจน "ห้ามจำหน่าย"

 คลังเข็นเต็มเหนี่ยวบ้านธนารักษ์ประชารัฐ

“ฐานเศรษฐกิจ” เกาะติดความพยายามของรัฐ ที่ทยอยออกมาตรการเพื่อดูแลทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่าถึง 5 แสนล้านบาทถ้ารวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วยจะถึง 7 แสนล้านบาท โดยเดินหน้าต่อเปิดโครงการบ้านประชารัฐ สำหรับผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน

กรมธนารักษ์สบช่อง พยายามรื้อฟื้นบ้านพักผู้สูงอายุ (Retirement Home)ที่เตรียมการมาร่วม 3 ปี มาปัดฝุ่นเสนออีกครั้ง แต่ไม่มีเอกชนรายใดสนใจ จึงผลักดันแผน 2 เสนอที่ 64 ไร่ในจังหวัดเชียงราย หวังรองรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นแต่ต้องพับแผนอีกรอบ

ส่วนโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชนนำร่องทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ราคาเริ่มต้น 6.9- 7.1 แสนบาทต่อยูนิตครม.ไฟเขียวแล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายน

ล่าสุด เร่งศึกษาสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองสามารถนำไปขอเงินกู้กับสถาบันการเงินเพื่อเลี้ยงชีพในบั้นปลาย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,222 วันที่ 29 - 31 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline