thansettakij
thansettakij
IMF ชี้ Tokenization เปลี่ยนเกมการเงินโลก ธุรกรรมเร็วขึ้นแต่เสี่ยงสูงกว่าเดิม

IMF ชี้ Tokenization เปลี่ยนเกมการเงินโลก ธุรกรรมเร็วขึ้นแต่เสี่ยงสูงกว่าเดิม

06 ก.ค. 69 | 04:10 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 69 | 04:10 น.

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วิเคราะห์การเงินยุค Tokenization กำลังเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเงินโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากระบบที่พึ่งพาตัวกลางสู่ธุรกรรมแบบเรียลไทม์ พร้อมชี้ว่าการกำหนดนโยบายและกรอบกำกับดูแลในวันนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดเสถียรภาพและทิศทางของระบบการเงินในอนาคต

KEY

POINTS

  • IMF ระบุว่า Tokenization ใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทดิจิทัล (Shared Digital Ledger) และ Smart Contract ทำให้ธุรกรรมการเงินลดระยะเวลาจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที
  • แม้จะเพิ่มประสิทธิภาพ แต่การลดขั้นตอนของธุรกรรมก็ทำให้กลไกป้องกันความเสี่ยงในระบบการเงินลดลง และความผิดพลาดอาจแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมผ่านระบบอัตโนมัติ
  • Tokenization จะเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเงินโลก โดยส่งผลต่อบทบาทของธนาคาร ตลาดทุน และทำให้เกิดการแข่งขันของสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการชำระราคา 3 รูปแบบ

โทเบียส เอเดรียน ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุน ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เระบุว่า การแปลงสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ไม่ใช่เป็นเพียงการยกระดับเทคโนโลยีการชำระเงิน แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างหรือสถาปัตยกรรมของระบบการเงินโลก

ปัจจุบัน แม้ระบบการชำระเงิน หลักทรัพย์ และตราสารอนุพันธ์จะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลมานานหลายทศวรรษ แต่ยังอาศัยฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์และกระบวนการที่ดำเนินการเป็นลำดับ ตั้งแต่การซื้อขาย การหักบัญชี ไปจนถึงการชำระราคา ซึ่งแม้จะใช้เวลามากกว่า แต่ช่วยรองรับการบริหารความเสี่ยงและสภาพคล่องของระบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสินทรัพย์ถูกแปลงเป็นโทเคนและบันทึกบนบัญชีแยกประเภทดิจิทัล (Shared Digital Ledger) พร้อมใช้ Smart Contract ธุรกรรมซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์ และการชำระเงินสามารถดำเนินการพร้อมกันได้ ส่งผลให้ระยะเวลาการดำเนินธุรกรรมลดลงจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที

 

ประสิทธิภาพเพิ่ม แต่ความเสี่ยงเปลี่ยนรูปแบบ

IMF ชี้ Tokenization เปลี่ยนเกมการเงินโลก ธุรกรรมเร็วขึ้นแต่เสี่ยงสูงกว่าเดิม

แม้ Tokenization จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้ตลาดการเงินทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่การลดขั้นตอนต่าง ๆ ก็ทำให้ "กันชน" ที่เคยช่วยรองรับความเสี่ยงในระบบลดลงเช่นกัน

ในระบบการเงินแบบใหม่ ความต้องการสภาพคล่องจะเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ การเรียกหลักประกันสามารถทำงานอัตโนมัติผ่าน Smart Contract และหากเกิดความผิดพลาด ความเสียหายอาจแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าระบบเดิม

นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่เคยอยู่ในงบดุลของธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีแนวโน้มย้ายไปสู่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้บริหารโครงสร้างพื้นฐาน และระบบซอฟต์แวร์ที่ควบคุมธุรกรรม ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบรูปแบบใหม่

เงินดิจิทัล 3 รูปแบบแข่งขันเป็นสินทรัพย์ชำระราคา

การพัฒนา Tokenization ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับ "สินทรัพย์เพื่อการชำระราคา" (Settlement Asset) ของระบบการเงินในอนาคต โดยมีเงินดิจิทัล 3 รูปแบบที่กำลังพัฒนา ได้แก่ เงินฝากธนาคารแบบโทเคน (Tokenized Bank Deposits) สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) และเงินสำรองธนาคารกลางแบบโทเคน (Tokenized Central Bank Reserves)

แต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน โดยเงินฝากแบบโทเคนยังอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ ขณะที่สเตเบิลคอยน์มีศักยภาพด้านการใช้งานข้ามพรมแดน แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมั่นในสินทรัพย์สำรอง ส่วนเงินสำรองของธนาคารกลางช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต แต่ทำให้ธนาคารกลางต้องมีบทบาทในการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากขึ้น

ธนาคารและตลาดทุนเข้าสู่ยุคใหม่

Tokenization จะไม่ทำให้บทบาทของธนาคารลดลง แต่จะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านการระดมทุน การบริหารสภาพคล่อง และการปล่อยสินเชื่อ โดยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น การคิดดอกเบี้ยหรือการเรียกหลักประกัน สามารถกำหนดไว้ใน Smart Contract ได้

ด้านตลาดทุน กระบวนการออกหลักทรัพย์ การซื้อขาย การชำระราคา การรับฝากหลักทรัพย์ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีแนวโน้มถูกรวมไว้ในกระบวนการเดียว ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากคู่สัญญา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการสภาพคล่องจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจทำให้ความผันผวนของตลาดรุนแรงขึ้นในช่วงวิกฤต

ประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์ แต่เผชิญความเสี่ยงใหม่

ประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่อาจได้รับประโยชน์จากการชำระเงินข้ามพรมแดนที่รวดเร็วขึ้น ต้นทุนที่ลดลง และการเข้าถึงตลาดการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายเงินทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่รวดเร็วอาจเพิ่มความผันผวนของกระแสเงินทุน การใช้เงินตราต่างประเทศทดแทนสกุลเงินท้องถิ่น รวมถึงกระทบต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะหากสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยภาคเอกชนได้รับการยอมรับในวงกว้าง

นโยบายวันนี้กำหนดอนาคตระบบการเงิน

อนาคตของระบบการเงินยุค Tokenization จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย ทั้งในด้านบทบาทของเงินภาครัฐและเงินภาคเอกชน การเชื่อมโยงระหว่างแพลตฟอร์ม กรอบกฎหมาย การกำกับดูแล Smart Contract และการจัดเตรียมกลไกสนับสนุนสภาพคล่อง

ระบบการเงินในอนาคตควรสามารถรักษาบทบาทของสินทรัพย์เพื่อการชำระราคาที่มีความปลอดภัย พร้อมมีกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่สอดคล้องกันในระดับสากล และสนับสนุนให้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสามารถเชื่อมต่อกันได้ เพื่อให้การพัฒนา Tokenization ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการเงินโลก ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว