thansettakij
thansettakij
หนี้รัฐบาลทั่วโลกอาการหนัก จุดเริ่มต้นของวิกฤต  หรือแค่ ‘การคลังตึงตัว’ 

หนี้รัฐบาลทั่วโลกอาการหนัก จุดเริ่มต้นของวิกฤต  หรือแค่ ‘การคลังตึงตัว’ 

26 พ.ค. 69 | 10:51 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 10:51 น.

หนี้สาธารณะโลกไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขบนงบดุลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของรัฐบาลต่อการรับมือวิกฤตรอบใหม่ IMF คาดหนี้ภาครัฐโลกในปี 2029 อาจเข้าใกล้ 100% ของ GDP

KEY

POINTS

  • หนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นใกล้ระดับ 100% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดและพื้นที่ทางการคลังในการตัดสินใจน้อยลง
  • ปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่ปริมาณหนี้ แต่คือ "ต้นทุนของหนี้" ที่สูงขึ้นจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้รายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไปเบียดบังงบประมาณที่ควรใช้ในการลงทุนเพื่ออนาคต
  • วิกฤตพลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ซ้ำเติมสถานการณ์ โดยรัฐบาลต้องใช้งบประมาณอุดหนุนราคาพลังงานและเยียวยาค่าครองชีพ ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อกลายเป็น "ปัญหาการคลัง" โดยตรง
  • รัฐบาลทั่วโลกเผชิญทางเลือกเชิงนโยบายที่ซับซ้อนและยากลำบากขึ้นระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจเพิ่มหนี้และเงินเฟ้อ กับการรัดเข็มขัดที่อาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ข้อจำกัดทางการคลัง” กลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ต่างจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือสงครามอีกต่อไป สิ่งที่น่ากังวลในวันนี้อาจไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือ “รัฐบาลเริ่มมีพื้นที่ให้ตัดสินใจน้อยลง” 

ข้อมูลจาก International Monetary Fund ระบุว่า หนี้ภาครัฐทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ราว 94% ของ GDP และมีแนวโน้มเข้าใกล้ 100% ของ GDP ภายในปี 2029 ซึ่งเป็นระดับที่โลกเคยเห็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น 

ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขหนี้ แต่คือ โลกกำลังมีภาระระยะยาวเพิ่มขึ้นพร้อมกันแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย งบกลาโหม การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนสาธารณสุข นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่ 

ในอดีต เมื่อเศรษฐกิจเผชิญวิกฤต รัฐบาลยังสามารถ “อัดงบประมาณ” เพื่อพยุงเศรษฐกิจได้ แล้วค่อยกลับมาจัดการหนี้ในภายหลัง แต่โลกวันนี้อาจไม่เหลือพื้นที่แบบเดิมอีกแล้ว 

 

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่หนี้ แต่คือ “ต้นทุนของหนี้”

แรงกดดันสำคัญของเศรษฐกิจโลกเวลานี้ คือ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในช่วงที่รัฐบาลจำนวนมากต้อง refinance หนี้เดิมด้วยต้นทุนที่แพงกว่าเดิม รายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลทั่วโลกจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกำลัง “เบียดพื้นที่งบประมาณ” ที่ควรใช้กับการลงทุนเพื่ออนาคต 

ความแตกต่างสำคัญคือ  งบลงทุนสร้างถนน โรงพยาบาล หรือโครงสร้างพื้นฐาน ยังสร้างผลิตภาพให้เศรษฐกิจได้ แต่ดอกเบี้ยคือ “ต้นทุนจากอดีต” ที่ไม่ได้สร้างการเติบโตใหม่ 

หนี้รัฐบาลทั่วโลกอาการหนัก จุดเริ่มต้นของวิกฤต  หรือแค่ ‘การคลังตึงตัว’ 

สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ภาระนี้กำลังทำให้การจัดสมดุลงบประมาณระหว่าง บำนาญ กลาโหม สาธารณสุข พลังงานสะอาดยากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ต้องเผชิญต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่วนประเทศรายได้น้อยอาจต้องนำรายได้รัฐจำนวนมากไปใช้จ่ายดอกเบี้ย จนเหลืองบพัฒนาเศรษฐกิจน้อยลง 

คำถามทางการคลังจึงเริ่มเปลี่ยนจาก “รัฐบาลยังกู้ได้หรือไม่” ไปสู่ “รัฐบาลต้องเสียอะไร เพื่อให้ยังกู้ต่อไปได้” 

วิกฤตพลังงานกำลังย้อนกลับมากดดันฐานะการคลัง

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง กำลังเพิ่มแรงกดดันผ่านราคาน้ำมัน LNG และอาหารที่สูงขึ้น 

 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่เงินเฟ้อหรือค่าครองชีพ แต่กำลังย้อนกลับไปกดดันงบประมาณภาครัฐโดยตรง  ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานมักต้องออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น  อุดหนุนพลังงาน ลดภาษี ควบคุมราคา เยียวยาค่าครองชีพ ซึ่งเท่ากับการ “ย้ายต้นทุนจากตลาดโลก” มาไว้บนงบดุลของรัฐบาล 

ดังนั้น วิกฤตพลังงานจึงไม่ได้เป็นแค่ปัญหาเงินเฟ้ออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ปัญหาการคลัง” ด้วยเช่นกัน  ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ รัฐบาลก็ยิ่งเผชิญการขาดดุลสูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมแพงขึ้น ความยืดหยุ่นเชิงนโยบายลดลง ทั้งที่ช่วงเวลานี้ โลกกลับต้องการ “พื้นที่ทางการคลัง” มากที่สุด 

หนี้รัฐบาลทั่วโลกอาการหนัก จุดเริ่มต้นของวิกฤต  หรือแค่ ‘การคลังตึงตัว’ 

ทางเลือกนโยบายเริ่มยากขึ้นกว่ายุคโควิด

ในช่วงโควิด-19 ทางเลือกค่อนข้างชัดเจน คือรัฐบาลต้องใช้จ่ายมหาศาลเพื่อป้องกันเศรษฐกิจทรุดตัว แต่วันนี้สมดุลนโยบายซับซ้อนกว่าเดิมมาก หากกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป  หนี้อาจเพิ่มเร็ว เงินเฟ้ออาจอยู่สูงนาน ดอกเบี้ยอาจลดลงช้ากว่าคาด แต่หากรัดเข็มขัดเร็วเกินไป การเติบโตอาจชะลอ การจ้างงานอ่อนแอ แรงกดดันทางสังคมเพิ่มขึ้น 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ลดรายจ่าย” แต่คือ การสร้างความน่าเชื่อถือทางการคลัง โดยไม่ทำลายแรงส่งเศรษฐกิจ 

สิ่งที่รัฐบาลทั่วโลกต้องทำมากขึ้นคือ  จัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ แยกมาตรการชั่วคราวออกจากภาระถาวร วางแผนการคลังระยะกลางให้ชัดเจน ใช้นโยบายช่วยเหลือแบบตรงจุดมากขึ้น 

ประเทศที่มีวินัยการคลังน่าเชื่อถือ มีแผนระยะกลางชัดเจน และมีกลไกช่วยเหลือที่แม่นยำ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่ ในทางกลับกัน ประเทศที่ยังชะลอการปรับโครงสร้างการคลัง แม้อาจยังกู้ได้ แต่จะต้องแลกกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ 

ท้ายที่สุด หนี้สาธารณะโลกจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเรื่อง “ความยั่งยืนทางการคลัง” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ข้อจำกัดเชิงนโยบาย” ที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า 

บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฉบับที่ 4,204 วันที่ 28 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569