
KKP โชว์กำไร Q3 โตแกร่ง แตะ 2.38 พันล้าน รายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยพุ่ง 28.3%
KKP กำไรไตรมาส 3/69 โต 43% แตะ 2,388 ล้านบาท รับรายได้มิใช่ดอกเบี้ยโต 28.3% จากธุรกิจ Wealth และ Dime! ขณะที่ NPL ลดเหลือ 3.4% ดันกำไร 9 เดือนเพิ่ม 56.1%
KEY
POINTS
- ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประกาศผลกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่ 2,388 ล้านบาท เติบโตขึ้น 43.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตคือรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 28.3% โดยมาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง บริการดิจิทัล และวานิชธนกิจ
- รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.5% จากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่คุณภาพสินเชื่อดีขึ้น โดยหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ลดลงเหลือ 3.4%
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวมจำนวน 2,388 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 43.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 2,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยังคงเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานในหลายธุรกิจหลัก สะท้อนถึงความสามารถในการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ของกลุ่มธุรกิจฯ ทั้งจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องในระดับที่ดี และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่กลับมาทรงตัว ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มหนุนกำไร
สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/2569 โดยหลักเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 28.3% หากเทียบกับไตรมาส 3/2568 จากการเติบโตของรายได้ในหลายธุรกิจหลัก ทั้งในส่วนของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!)
รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รวมถึงรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจที่ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ทางด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 6.5% จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 3/2569 ที่ปรับเพิ่มขึ้นหากเทียบกับไตรมาส 3/2568 จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินยังคงปรับตัวลดลง
รักษาการเติบโตพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง
ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ปรับเพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งยังคงเป็นไปตามมาตรการของธนาคารในการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังไปในประเภทที่มีผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสูง โดยหลักจากการเติบโตในส่วนของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบรรษัท ทางด้านคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้าน
ทั้งนี้ ธนาคารยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม เครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3/2569 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 928 ล้านบาท ในส่วนของผลขาดทุนจากการขายรถยึดยังควบคุมได้ในระดับที่ดี
ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตยังคงปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.4% ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568 สำหรับอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับเพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 154.7%
กำไร 9 เดือนพุ่ง 56.1%
สำหรับงวด 9 เดือนปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 6,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.1% จากงวดเดียวกันของปี 2568 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 6,925 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 37.8% หากเทียบกับงวด 9 เดือนของปีก่อน
กำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 40.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจ รายได้ค่านายหน้าขายประกัน
รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนและรายได้จากเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับลดลงตามคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งรวมแล้วส่งผลให้ธนาคารมีผลประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดี







