thansettakij
thansettakij
น้ำท่วมเสี่ยงกดสินเชื่อแบงก์ กูรูชี้กำไร Q3 ลด 8.9% ชู KKP-KTB ปันผลสูง 5.7%

น้ำท่วมเสี่ยงกดสินเชื่อแบงก์ กูรูชี้กำไร Q3 ลด 8.9% ชู KKP-KTB ปันผลสูง 5.7%

19 ต.ค. 69 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ต.ค. 69 | 05:00 น.

โบรกคาดกำไรแบงก์ Q3/69 ลด 8.9% เหลือ 5.96 หมื่นล้านบาท แม้น้ำท่วมเพิ่มเสี่ยง NPL แต่ยังรับมือได้ คงน้ำหนักเท่าตลาด ชู KKP-KTB หุ้นเด่น ปันผลเฉลี่ย 5.7%

KEY

POINTS

  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/69 จะลดลง 8.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 5.99 หมื่นล้านบาท
  • สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นที่อาจกดดันคุณภาพสินเชื่อและทำให้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เชื่อว่าธนาคารมีพื้นฐานแข็งแกร่งพอที่จะรับมือได้
  • แนะนำลงทุนในหุ้น KKP และ KTB เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงเฉลี่ย 5.7% ในปี 2569-2570

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ว่า แนวโน้มผลการดาเนินงานในไตรมาส 3/2569 ไม่โดดเด่นมากนัก คาดกำไรสุทธิรวมที่ 5.99 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.9% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

แต่เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ NPL ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3.7% แม้เหตุการณ์น้าท่วมในหลายพื้นที่ของไทยเป็นปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นต่อคุณภาพสินเชื่อของธนาคารและกดดันจิตวิทยาการลงทุน

ทางฝ่ายมองว่าธนาคารมีพื้นฐานแข็งแกร่งรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะกลับมาเติบโตราว 3% ในปี 2570 จากที่คาดว่ากำไรจะปรับลดลง 1.5% ในปี 2569 ผลกระทบจาก NIM ลดลง และกำไรจากพอร์ตลงทุนลดลง

นอกจากนี้ ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยคาดอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่ 5.7% ในปี 2569-2570 ทางฝ่ายชอบ KKP จาก 1) การเติบโตกำไรที่โดดเด่น 2) ผลตอบแทนเงินปันผลสูง

และ 3) ROE เป็นแนวโน้มขาขึ้นสะท้อนการบริหารเงินกองทุนที่มีประสิทธิภาพ และ KTB เพราะ 1) คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่ง และ Coverage ratio สูง 2) ROE สูงสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และ 3) โอกาสรับเงินปันผลพิเศษจากเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง

กำไรสุทธิรวม Q3/69 หด 8.9%

ทางฝ่ายคาดกำไรสุทธิรวมที่ 5.96 หมื่นล้านบาท ชะลอตัว 8.9% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อน) กำไรปรับลดลงเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจาก 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง และ 2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกาไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลง

ขณะที่กำไรปรับสูงขึ้นจากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่จากรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากการบริหารความมั่งคั้ง (Wealth management) โดยคาดว่ากาไรรวมใน 9 เดือนแรกปี 2569 จะปรับลดลง 3.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จาก NIM ที่ลดลง และกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงิน FVTPL ลดลง

การประเมินของทางฝ่าย (1) CREDIT กำไรเติบโตทั้งเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน (2) KKP TCAP TISCO TTB กำไรสุทธิเติบโตเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน โดยคาดว่า KKP จะรายงานกำไรโตโดดเด่น 19% (3) BBL KTB SCB กำไรปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ลดลงเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ (4) KBANK กำไรลดลงเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน สินเชื่อทรงตัว ขณะที่หนี้เสียเพิ่มขึ้น แต่อยู่ในระดับจัดการได้

NIM มีเสถียรภาพต่อเนื่อง

วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยลดลงสิ้นสุดในเดือน ก.พ. หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในเดือน ก.พ. และได้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1% ใน 3 ครั้งถัดมา (เดือน เม.ย., เดือน มิ.ย. และเดือน ส.ค.) ผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยเริ่มจากัด ดังนั้น คาด NIM เฉลี่ยของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/2569 แนวโน้มทรงตัวจากไตรมาสก่อน ที่ 2.8%

แต่ยังปรับลดลงเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ธนาคารส่วนใหญ่มี NIM ลดลง ยกเว้นเพียง KKP TISCO TTB ที่คาด NIM ทรงตัว หรือปรับตัวสูงขึ้นเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาตึงเคลียดหลังจากสหรัฐฯ โจรตีอิหร่านอีกครั้ง และยังคงไร้ข้อสรุปที่ชัดเจน ในการเจรจา ทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติ

แม้ว่าธนาคารกลางหลักของโลก เช่น สหรัฐ (Federal Reserve) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. แต่คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในการประชุมเดือน ต.ค. หรืออาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยตลอดถึงสิ้นปี 2569

"ปัจจัยหลักๆ เป็นผลมาจากไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่กดดันการบริโภคภาคครัวเรือน และเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว"

คาดสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 0.1% จากไตรมาสก่อน ที่ 12.5 ล้านล้านบาท เติบโต 4.2% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยคาดว่า CREDIT KKP KTB TISCO สินเชื่อขยายตัวจากไตรมาสก่อน แต่คาด BBL KBANK SCB TCAP TTB สินเชื่อปรับลดลงจากไตรมาสก่อน

ทั้งนี้ สินเชื่อใน 9 เดือนแรกปี 2569 จะปรับเพิ่มขึ้น 2.5% นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน โดยคาดว่าธนาคารส่วนใหญ่จะรายงานสินเชื่อขยายตัว ยกเว้น TCAP และ TTB

ท่านกลางราคาพลังงานที่ทรงตัวสูง และเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด แม้คาดว่าคุณภาพสินเชื่ออ่อนลง แต่หนี้เสียยังอยู่ในระดับจัดการได้ โดยคาด NPL ratio เฉลี่ยปรับขึ้นที่ 3.7% และ Coverage ratio ทรงตัวที่ 197% ยังแข็งแกร่งรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมเพิ่มความเสี่ยงคุณภาพสินเชื่ออ่อนแอลงในอนาคต อย่างไรก็ดี มาตรการความช่วยเหลือ เช่น การพักชาระเงินต้นและดอกเบี้ย อาจกระทบต่อการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยบางส่วนในช่วง ไตรมาส 3-4/2569 ขณะที่ธนาคารอาจยังไม่จำเป็นต้องปรับลดชั้นลูกหนี้เป็นหนี้เสียในช่วงที่ลูกหนี้ขอรับความช่วยเหลือจากธนาคาร

กำไรกลับมาโตปี 70

ในปี 2569 คาดกำไรสุทธิรวมปรับลดลงราว 1.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และกำไรจากเงินลงทุนลดลง แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะขยายตัวแข็งแกร่ง และสำรองหนี้ฯ ปรับลดลงก็ตาม

ขณะที่ในปี 2570 คาดกำไรสุทธิรวมจะกลับมาขยายตัวราว 3% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิกลับมาขยายตัวล้อกับสินเชื่อที่เติบโตต่อเนื่อง NIM ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต

แม้เผชิญกับความเสี่ยงเศรษฐกิจมหภาคสูงขึ้น ธนาคารมีฐานเงินกองทุนแข็งแกร่งสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลสูงได้ต่อเนื่อง โดยคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารยังน่าดึงดูดที่ราว 5.7% ในปี 2569-2570

จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ทางฝ่ายคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” แม้การเติบโตของกาไรไม่โดดเด่นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่กำไรจะกลับมาขยายตัวในปี 2570 อัตราผลตอบแทนลงทุนจำกัด เลือก KKP KTB เป็นหุ้นเด่น ประกอบกับกับพื้นฐานที่แข็งแกร่งสามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และมีอัตราผลอบแทนเงินปันผลสม่ำเสมอที่ 5.7% ในปี 2569-2570 เป็นปัจจัยหนุนการลงทุนในระยะกลาง เลือก KKP และ KTB เป็นหุ้นเด่น