thansettakij
thansettakij
สแกนงบ บจ.ไทยฟื้นเกือบทุกกลุ่ม กำไร SET โต 22% ส่วน mai พุ่ง 17%

สแกนงบ บจ.ไทยฟื้นเกือบทุกกลุ่ม กำไร SET โต 22% ส่วน mai พุ่ง 17%

27 ส.ค. 69 | 11:37 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ส.ค. 69 | 11:38 น.

บจ.SET ครึ่งปีแรก 2569 กำไรสุทธิพุ่ง 22.2% แตะ 7.66 แสนล้านบาท ฟื้นเกือบทุกกลุ่ม ปิโตรเคมีเด่น ขณะที่แบงก์-อาหารและเกษตรยังเผชิญแรงกดดัน

KEY

POINTS

  • ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ฟื้นตัวเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ โดยมีกำไรสุทธิเติบโต 22.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 17.1%
  • กลุ่มธุรกิจที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และบริการ ซึ่งเติบโตตามการท่องเที่ยวและการบริโภค

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 800 บริษัท คิดเป็น 95% จากทั้งหมด 839 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 มิถุนายน 2569 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า มี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 592 บริษัท คิดเป็น 74% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ บจ. ฟื้นตัวในเกือบทุกหมวดธุรกิจ ส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน โดย บจ. ใน SET มียอดขาย 8,752,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% มีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) 952,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.5% และมีกำไรสุทธิ 765,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2%

โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (core profit margin) 10.9% สูงขึ้นจาก 7.1% ในช่วงเดียวกันในปีก่อน ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.30 เท่า ณ ไตรมาส 2/2568

กลุ่มปิโตรเคมีโตเด่น

ทั้งนี้ จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2 ส่งผลให้ผลประกอบการของ บจ. โดยรวมในครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตในเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยหมวดปิโตรเคมีภัณฑ์มีผลการดำเนินงานและอัตรากำไรสูงขึ้น

ขณะที่ บจ. ในธุรกิจทั่วไปมีการเติบโตเช่นกัน ทั้งในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เติบโตตามการขยายตัวด้านดิจิทัล รวมถึงกลุ่มธุรกิจบริการซึ่งเติบโตตามการท่องเที่ยวและการอุปโภคบริโภค

อย่างไรก็ดี กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง และกลุ่มอาหารและสินค้าเกษตรที่ประสบปัญหาราคาสินค้าลดต่ำลง

ด้าน บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี 2569 มียอดขายรวม 108,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% มีกำไรจากการดำเนินงาน 8,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% และมีกำไรสุทธิรวม 4,774 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

บจ. mai กำไรรวมโต 4.3%

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai จำนวน 216 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 222 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด และบริษัทที่ไม่นำส่งงบการเงิน) นำส่งผลการดำเนินงาน 

โดยไตรมาส 2 ของปี 2569 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 57,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.1% กำไรจากการดำเนินงาน 4,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.6% และกำไรสุทธิรวม 2,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3%

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเล็กน้อยจาก 26.1% เป็น 25.3% ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เพิ่มขึ้นจากระดับ 6.7% มาอยู่ที่ระดับ 7.6% ส่วนอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ลดลงเล็กน้อยจาก 4.1% เป็น 3.8% ตามลำดับ

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มียอดขายรวม 108,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% กำไรจากการดำเนินงาน 8,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% และมีกำไรสุทธิรวม 4,774 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1%

“ผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 ยังคงรักษาการเติบโตได้ แม้การฟื้นตัวของกำลังซื้อยังไม่ทั่วถึงในทุกภาคส่วน ประกอบกับยังเผชิญความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน รวมถึงสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย บจ. มีความสามารถในการทำกำไรที่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญซึ่งมาจากมีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร"

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

นอกจากนี้ บจ. บางแห่งปรับโครงสร้างธุรกิจจึงทำให้มียอดขายและกำไรโดดเด่น โดยกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มบริการมีรายได้และกำไรจากการดำเนินงานเติบโต ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเทคโนโลยี ยังเผชิญแรงกดดัน” 

ด้านฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 315,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากสิ้นปี 2568 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.77 เท่า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ที่เท่ากับ 0.70 เท่า

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 230 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 229.74 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 224,016.75 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 429.89 ล้านบาทต่อวัน