thansettakij
thansettakij
ต่างชาติแห่ขายบอนด์ไทย รับแรงกดดัน CDS พุ่ง แนะหลบหุ้นร้อน หาหุ้นนิ่ง

ต่างชาติแห่ขายบอนด์ไทย รับแรงกดดัน CDS พุ่ง แนะหลบหุ้นร้อน หาหุ้นนิ่ง

11 มิ.ย. 69 | 08:42 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มิ.ย. 69 | 09:26 น.

การผิดนัดชำระหนี้ทั่วโลกส่งสัญญาณความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หนุน Bond Yield สหรัฐฯ ทรงตัวระดับสูง กดดันเงินทุนไหลออกและฉุดบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย ASPS แนะโยกพอร์ตสู่หุ้นคุณภาพ ปันผลดี ฐานะการเงินแข็งแกร่ง รับมือความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

KEY

POINTS

  • นักลงทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรไทยสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นเดือน เนื่องจากค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
  • แรงขายดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) อายุ 10 ปีของไทยพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.29%
  • ปัจจัย CDS ที่สูงขึ้นและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ยังคงเป็นแรงกดดันให้เงินทุนไหลออกและเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า

ตลาดการเงินโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น หลังค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap : CDS) อายุ 5 ปี ของหลายประเทศสำคัญทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน

สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังเรียกร้อง "ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง" เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดกำลังเผชิญกับค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap หรือ CDS) อายุ 5 ปี ที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป, ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ทิศทางดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินในระดับที่สูงขึ้น สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) 10 ปีของสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุระดับ 4.56% สภาวะนี้ได้สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อตลาดทุนไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายตราสารหนี้ไทยมาตั้งแต่ต้นเดือน (MTD) สูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท 

โดยเป็นยอดขายสุทธิใวันเดียวถึง 6.5 พันล้านบาท ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของไทยพุ่งขึ้นแรง 8 bps. มาอยู่ที่ระดับ 2.29% ฝ่ายวิจัยประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะส่งสัญญาณ "คง" อัตราดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงสิ้นปีเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันการที่ธนาคารกลางหลักอย่าง ยุโรป (ECB), อังกฤษ (BOE) และญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. นี้ จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินทุนไหลออกและทำให้ เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามกลไกตลาด

"Rotate 3 to 3" หลบหุ้นร้อน หาหุ้นนิ่ง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าแม้ราคาน้ำมันที่ย่อตัวจะช่วยเปิดทางให้หุ้นกลุ่ม AI และ Growth ฟื้นตัวขึ้นได้ในระยะสั้น (Relief Rally) แต่ Upside ของตลาดโดยรวมยังถูกจำกัดด้วยทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง และความกังวลเรื่องเครดิตผ่าน CDS ที่พุ่งขึ้น

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อลดความผันผวน ภายใต้ธีม "Rotate 3 to 3 หลบหุ้นร้อน หาหุ้นนิ่ง" โดยปรับพอร์ตไปยังกลุ่มที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนี้

  1. ย้ายจากกลุ่ม High Growth สู่ High Yield : เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง หรือมีปันผล (Dividend Yield) รองรับ ได้แก่ KTB, BBL, KBANK, BLA
  2. ย้ายจากกลุ่ม Commodity สู่ Reopening Play : ลดน้ำหนักหุ้นที่อิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และเพิ่มน้ำหนักหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการบริโภคและการท่องเที่ยว ได้แก่ CENTEL, CPN, ERW
  3. ย้ายจากกลุ่ม Net Debt สู่ Net Cash : เลือกหุ้นที่มีฐานะการเงินและงบดุลแข็งแกร่ง (Balance Sheet แข็งแรง) กระแสเงินสดดี และทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูง ได้แก่ ITC, BH, BCH, AOT