
ศึกพลังงานลาม ดันเงินเฟ้อโลกปะทุ FED ส่งสัญญาณตึงยาว ชี้เป้า 10 หุ้นรับมือวิกฤต
สถานการณ์ลงทุนโลกเปราะบางขึ้น หลังสงครามลุกลามกระทบแหล่งพลังงาน หนุนเงินเฟ้อและ Bond Yield เร่งตัว เสี่ยงกดเศรษฐกิจชะลอ กูรูชี้กลยุทธ์ถือหุ้นได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น ควบคู่ระวังความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ
KEY
POINTS
- สงครามในตะวันออกกลางที่มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกปะทุ
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดเป็นเวลานานขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์ว่าจะลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว
- ฝ่ายวิจัยฯ แนะกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นกลุ่ม "เกราะป้องกันเงินเฟ้อ" ที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น กลุ่มพลังงาน (PTTEP, BANPU) กลุ่มธนาคาร (KTB, BBL) และกลุ่มส่งออก (KCE, TU)
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินสถานการณ์การลงทุนโลกกำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักจากภาวะสงครามและนโยบายการเงินที่เข้มงวด
โดยสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 19 และมีการมุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ล่าสุดอิสราเอลได้เข้าโจมตีคลังเก็บก๊าซและน้ำมันของอิหร่านในแหล่งเซาท์พาร์สและอาซาลูเยห์ ที่เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ขณะที่อิหร่านเองก็ตอบโต้ด้วยการขู่ถล่มแหล่งพลังงานในกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนอยู่ในระดับสูงถึง 107.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ประกอบกับล่าสุดจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เมื่อวานนี้ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตามคาด แต่ได้เน้นย้ำว่าจะยังไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง อีกทั้ง FED ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ (PCE) ปี 2026 ขึ้นเป็น 2.7% (จากเดิม 2.4%) และจากรายงาน Dot Plot ชี้ให้เห็นว่า FED อาจปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ได้อีกเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
ทั้งนี้ ด้วยมุมมองที่แข็งกร้าวของ FED ทำให้นักลงทุนกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ ที่ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะระยะสั้นที่ปรับขึ้นเร็วกว่าระยะยาวจนเกิดรูปแบบ 'Bear Flattening'
ซึ่งคล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ที่ท้ายที่สุดนำไปสู่ภาวะ Inverted Yield Curve ปัจจัยเหล่านี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) และเร่งความผันผวนให้กับตลาดหุ้น
3 ฉากทัศน์ตัดสินนายกฯ วันนี้
สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น วันนี้ (19 มี.ค.69) ถือเป็นวันสำคัญที่รัฐสภาจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยภาพการจัดตั้งรัฐบาลชัดเจนขึ้น นำโดยพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมอื่นๆ รวม 292 เสียง ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
หากทุกอย่างราบรื่น ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมราว 1-1.5 เดือน อย่างไรก็ดี นักลงทุนอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจสะดุดลง จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องพิจารณาว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดขัดต่อหลักการลงคะแนนลับหรือไม่
โดยฝ่ายวิจัยประเมินฉากทัศน์ไว้ 3 ทาง ได้แก่
- รอด (60%) : ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งสมบูรณ์ รัฐบาลเดินหน้าต่อ (ดีที่สุดต่อตลาดหุ้น)
- สั่งแก้ไขแต่ไม่ล้ม (20%) : สั่งให้ กกต. แก้ไขระเบียบ แต่ไม่กระทบผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา
- เลวร้ายที่สุด (20%) : ศาลชี้ว่ากระทบสิทธิ การเลือกตั้งเป็น 'โมฆะ' ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าออกไปทั้งหมด
ชูหุ้น "เกราะป้องกันเงินเฟ้อ"
ในด้านกลยุทธ์การลงทุนนั้น ในภาวะที่ตลาดแกว่งตัวจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่มี 'เกราะป้องกันเงินเฟ้อขยายตัว' โดยมีหุ้น Top Picks ได้แก่ PTTEP, BANPU, IVL, STA, KTB, BBL, CPAXT, BDMS, KCE และ TU
แบ่งกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ดังนี้
- กลุ่มโภคภัณฑ์ (รับประโยชน์ราคาน้ำมัน) : PTTEP, PTT, TOP, PTTGC, IVL, BANPU, STA, NER
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์และประกัน (รับประโยชน์ Bond Yield ขาขึ้น) : KTB, KBANK, SCB, BBL, BLA
- กลุ่มปัจจัย 4 : CPAXT, BH, BDMS
- กลุ่มส่งออก (รับอานิสงส์บาทอ่อน) : DELTA, KCE, HANA, TU
ขณะเดียวกัน แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูง เช่น กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย/ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง (COM7, SPVI, HMPRO, DOHOME, GLOBAL) และกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ (MTC, TIDLOR, SAWAD)
ในส่วนประเด็นการลงทุนต่างประเทศนั้น ทางฝ่ายแนะนำจับตาหุ้น MICRON ของสหรัฐฯ ที่รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 พุ่งขึ้นถึง 682% จากปีก่อน ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก พร้อมให้ Guidance ไตรมาส 3 เติบโตแข็งแกร่ง หนุนจากยอดขายชิป AI หากราคาหุ้นย่อตัวลงถือเป็นจังหวะเก็งกำไรผ่าน DR: MICRON80






