thansettakij
thansettakij
UAE เดินหมากนอก OPEC ฉุดน้ำมันผันผวน กูรูเปิดจังหวะเก็งกำไรหุ้นพลังงานระยะสั้น

UAE เดินหมากนอก OPEC ฉุดน้ำมันผันผวน กูรูเปิดจังหวะเก็งกำไรหุ้นพลังงานระยะสั้น

29 เม.ย. 69 | 08:15 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 08:15 น.

UAE ปลดล็อกโควตา OPEC เร่งผลิตน้ำมัน รับราคาพุ่งจากวิกฤตฮอร์มุซ โบรกมองหนุนหุ้นพลังงานระยะสั้น แต่ภาพถัดไปเสี่ยงราคาน้ำมันปรับฐาน หากอุปทานใหม่ไหลเข้าสู่ตลาด

KEY

POINTS

  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากกลุ่มโอเปก (OPEC) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างอิสระโดยไม่ติดโควต้าของกลุ่ม
  • การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเกิดความผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น
  • นักวิเคราะห์มองว่าความผันผวนของราคาน้ำมันเป็นโอกาสในการเข้าเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มต้นน้ำและโรงกลั่น
  • ในระยะกลางถึงยาว อุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจาก UAE คาดว่าจะกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง และลดอิทธิพลของกลุ่มโอเปกในตลาดโลก

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันหากประเมินการผลิตน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อยู่ในช่วง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 10% อุปทานจากกลุ่ม OPEC+ (อันดับ 3 ของกลุ่ม OPEC+) ในช่วงที่ผ่านมา UAE ได้ลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันมากขึ้น แต่การอยู่ภายใต้กลุ่ม OPEC+ การผลิตน้ำมันมากขึ้นออกสู่ตลาดอาจมีความยุ่งยาก

จึงเชื่อว่า UAE เล็งเห็นถึงโอกาสที่ขายน้ำมัน (เพิ่มปริมาณขาย) ออกสู่ตลาดมากขึ้น มีรายงานว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันของ UAE อยู่ที่เพียง 10-15 ดอลลาร์สหรัฐฯ / บาร์เรล และจังหวะนี้ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางปัญหาช่องแคบฮอร์มุซจึงอาจเป็นโอกาสดีที่จะได้ขายของมากขึ้นในราคาที่สูง

ทั้งนี้ หากประเมินกันในระยะกลางแล้วราคาน้ำมันมีโอกาสจะค่อยๆลดลงอย่างน้อยก็อุปทานจาก UAE จะเร่งขึ้นผสานกับหากฮอร์มุซคลี่คลาย ก็จะมีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะทยอยลดลง

เป็นจังหวะเก็งกำไรหุ้นพลังงาน

บล.บัวหลวง กล่าวว่า UAE ประกาศออกจากกลุ่ม OPEC และ OPEC+ มีผล 1 พ.ค. สร้างความไม่แน่นอนต่อโครงสร้างการควบคุมอุปทานน้ำมันโลกในระยะสั้น และเพิ่มความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนและปรับขึ้นจาก sentiment ตลาด โดยมองเป็นจังหวะเปิดโอกาสในการเก็งกำไรในหุ้นพลังงาน เช่น PTTEP, PTT, BANPU และกลุ่มโรงกลั่น

ในเชิงโครงสร้าง UAE เป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 3 ใน OPEC มีกำลังผลิต 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน การออกจากกลุ่มทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้โควตาการผลิต และสามารถกำหนดระดับการผลิตเอง โดยมีแผนเพิ่มกำลังผลิตเป็น 5.0 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570

ดังนั้น ภาพระยะสั้นจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งจากความไม่แน่นอน “uncertainty-driven” แต่ในระยะกลาง–ยาว การเพิ่มกำลังผลิตของ UAE รวมถึงแรงจูงใจให้ประเทศอื่นเพิ่ม ผลผลิตออกมาด้วย เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด อาจกดดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวลงได้

จากปัจจัยดังกล่าว ฝ่ายวิจัยมองว่าในช่วงระยะสั้นจะเป็นบวกต่อ sentiment หุ้นพลังงาน (โดยเฉพาะต้นน้ำ อย่างน้ำมัน PTTEP และถ่านหิน BANPU) จากราคาน้ำมันที่ผันผวนขึ้น แต่ต้องระวังแรงกดดันในระยะถัดไปหาก supply เพิ่มเร็วกว่าคาด

ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับลด

บล.กรุงศรี เผยว่า จากกรณีที่ UAE ประกาศออกจากการ เป็นสมาชิก OPEC และ OPEC+ เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ค. 69 เป็นต้นไป เพื่อสามารถดําเนิน แผนการผลิตตอบรับความต้องการของโลกได้อย่างอิสระ โดย UAE เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของ OPEC+ ผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยใน ปี 68 ราว 3.3 mbd คิดเป็นราว 15%/ 9%/ 4% ของ supply OPEC/ OPEC+/ โลก ตามลําดับ 

โดยปี 2568 คือปีที่ UAE ผลิตน้ำมันดิบมากสุดแล้วนับแต่ปี 1962 (พ.ศ.2505) (ปี 65 - 68 ผลิต 3.2-3.3 mbd) โดย ณ มี.ค. 69 การผลิตลดมาที่ราว 2.3 mbd จากผลกระทบปิดฮอร์มุซ

ประเมินการออกจากสมาชิกของ UAE จะทําให้ supply น้ำมันดิบมีแนวโน้ม ทยอยออกมาเพิ่มในระยะยาว (ยังไม่มีรายละเอียดแผนของ UAE) ทําให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับลด (normalized) ในทิศทางเดียวกับที่คาด (คาดน้ำมันดิบดูไบ 2569-2571 ราว 79/ 70/ 70 บาร์เรลต่อวัน) โดยทิศทางดังกล่าวเป็นบวกกับกลุ่มปิโตรเคมี (SCC/ IRPC/ IVL/ PTTGC) และ สถานีบริการฯ (OR/ PTG) แต่เป็นลบต่อ PTTEP

downside risk จากอุปทาน UAE ที่อาจสูงขึ้น

บล.ดาโอ ระบุว่า วานนี้รัฐมนตรีพลังงานของ UAE ประกาศว่า UAE จะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ OPEC และ OPEC+ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยอ้างว่าเป็นการตัดสินใจด้านนโยบายและ UAE ไม่ได้มีการหารือกับ ประเทศสมาชิกอื่นๆ

มองว่าข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่คืบหน้า มีนํ้าหนักมากกว่าข่าวการถอนตัวของ UAE ในระยะสั้น ราคาดว่าการถอนตัวของ UAE ซึ่งมีกําลังการผลิตน้ำมันปัจจุบันประมาณ 4.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) (หรือคิดเป็นประมาณ 14% ของกําลังการผลิตน้ำมัน จอง OPEC)

และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 5.00 mbd ภายในปี 2570 แสดงให้เห็นถึง อำนาจต่อรองที่ลดลงของ OPEC/OPEC+ ในระยะยาว อีกทั้ง ทางฝ่ายเห็นความเสี่ยงขาลง (downside risk) จากอุปทานที่อาจสูงขึ้นจาก UAE ในอนาคตได้

ทางฝ่ายยังคงนํ้าหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” สําหรับกลุ่มพลังงาน โดยคาดว่า หุ้นนํ้ามัน รวมถึงต้นนํ้าและโรงกลั่นจะได้ประโยชน์จากราคานํ้ามันดิบที่ทรงตัวสูงในระยะสั้น โดยปัจจุบันหุ้นที่ดูแลอยู่ คือ TOP (ซื้อ/เป้า 50.00 บาท), BCP (ซื้อ/เป้า 40.00 บาท), SPRC (ถือ/เป้า 7.50 บาท) และ PTTEP (ถือ/เป้า 160.00 บาท)

อิทธิพล OPEC มีผลต่อตลาดน้ำมันลดลง

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า กรณี UAE ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) เนื่องจากต้องการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยไม่ติดโควต้าและแผนการผลิตของกลุ่มโอเปก

ปัจจุบัน UAE ผลิตน้ำมันที่ 3.2-3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (จากกําลังผลิตที่มีราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) คิดเป็น 10-12% ของกลุ่ม OPEC ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก (อันดับ 1 คือ ซาอุฯ อันดับ 2-3 เป็น อิรัก และอิหร่าน)

ผลกระทบหาก UAE ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นหลังออกจากกลุ่ม OPEC อุปทานที่สูงขึ้นก็จะทําให้ราคาน้ำมันมีโอกาสลดลง ขณะที่กลุ่ม OPEC ก็จะมีอิทธิพลต่อตลาดน้ำมันน้อยลง