thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยยังเปราะ! น้ำมันลงกด Commodity ต่างชาติขายต่อ แนะถือหุ้นรับอานิสงส์สงครามสงบ

หุ้นไทยยังเปราะ! น้ำมันลงกด Commodity ต่างชาติขายต่อ แนะถือหุ้นรับอานิสงส์สงครามสงบ

โบรกชี้ตลาดหุ้นลุ้นเจรจาสันติภาพรอบใหม่ กดน้ำมันร่วง เตือนไทยขยายเพดานหนี้ 75% เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ชู SJWD-BDMS-COM7 หุ้นเด่นรับสงครามคลี่คลาย

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงจากความคาดหวังการเจรจาสันติภาพ เป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)
  • กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเทขายสุทธิ 3 วันทำการติดต่อกันหลังเทศกาลสงกรานต์
  • ตลาดหุ้นไทยยังคงเปราะบางจากหลายปัจจัยกดดัน โดยมีคำแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลาย

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า เริ่มมีความสดใสขึ้นจากความคาดหวังการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านน้ำมันขาดแคลนลดลง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 1.3% มาอยู่ที่ระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โดยความคืบหน้าล่าสุดระบุว่า อิหร่านพร้อมนั่งโต๊ะเจรจาโดยมีเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมอิหร่านเสียก่อน ซึ่งอิหร่านกำลังส่งตัวแทนเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) ก็มีกำหนดบินไปร่วมวงเจรจาด้วย

แม้น้ำมันจะราคาถูกลง แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังคงมีความกังวลว่าผลกระทบจากสงครามในช่วงที่ผ่านมาอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อผ่านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง จากข้อมูล FED Watch Tool ชี้ว่าตลาดคาดการณ์ให้ FED คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% ยาวไปตลอดทั้งปี 2569

นอกจากนี้ ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield 10 ปี - 2 ปี) กำลังปรับตัวสูงขึ้นจนพ้นแดนลบกลับมาเป็นบวก (>0%) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเลิกกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แล้ว เมื่อเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง FED จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสามารถมุ่งเน้นไปที่การควบคุมเงินเฟ้อได้อย่างเต็มที่

ด้านปัจจัยในประเทศ ยังต้องจับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท พร้อมกับเตรียมขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP จากกรอบเดิม 70% เพิ่มเป็น 75% เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการกู้เงิน โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 66.1%

หากขยายเพดานเป็น 75% จะเปิดช่องให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มได้อีกถึง 9.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเตือนว่า การขยายเพดานหนี้จะเป็นการเพิ่มภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้และงบประมาณในการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังต่ำกว่าศักยภาพ (IMF คาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เติบโตเพียง 1.5%) หากการกู้เงินไม่ก่อให้เกิดการเติบโตที่คุ้มค่า ไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) คล้ายกับเหตุการณ์ในเดือน เม.ย. 2568 ที่ Moody's เคยปรับลดมุมมองจาก Stable เป็น Negative

ด้านตลาดหุ้นไทย (SET Index) ยังคงเผชิญความยากลำบากในการฟื้นตัว โดยกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลออกอย่างหนัก หลังเทศกาลสงกรานต์ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทย 3 วันทำการติดต่อกัน มูลค่ารวมสูงถึง 9 พันล้านบาท นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ถูกกดดัน จากราคาน้ำมันที่ย่อตัวลง ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนกำไรถึง 1 ใน 3 ของตลาด
  2. หุ้น DELTA ติดเครื่องหมาย Trading Alert ทำให้ราคาลดลง 3% สวนทางกับหุ้นแม่ (2308 TT) ที่ไต้หวันซึ่งปรับขึ้นไปแล้วถึง 10% หลังสงกรานต์
  3. แรงกดดันจากการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายปันผลจากงบปี 2025 ที่จ่ายสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท (โต 38% จากปีก่อน) ซึ่งจะกดดันดัชนีในช่วงที่เหลือของเดือน เม.ย. อีก 11.8 จุด และเดือน พ.ค. อีก 5.4 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้หลีกเลี่ยงความผันผวน และเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามผ่อนคลาย ได้แก่ BDMS, PR9, GULF, GPSC, BGRIM, AOT, THAI, BA และ SJWD โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ SJWD, BDMS และ COM7