
CPALL ลุ้นโหวต 29 พ.ค. ชี้ชะตาดีล Virtual Bank กำไรเสี่ยงหาย 20% กดหุ้นระยะสั้น
โบรกประเมิน CPALL เผชิญ Overhang ก่อน EGM ปลาย พ.ค. จากดีล Virtual Bank ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักลบระยะสั้น หลังความเสี่ยงกำไรลดลงยังสูง
KEY
POINTS
- ผู้ถือหุ้น CPALL จะลงมติในวันที่ 29 พ.ค. เพื่อตัดสินใจว่าจะอนุมัติแผนการโอน 3 บริษัทย่อย (เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด, CPAXT) ไปยังธุรกิจ Virtual Bank หรือไม่
- หากดีลดังกล่าวได้รับการอนุมัติ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรของ CPALL อาจลดลงราว 20-25% ในระยะสั้น จากการสูญเสียส่วนแบ่งกำไรและต้องรับรู้ผลขาดทุนจากธุรกิจใหม่ในช่วงแรก
- ความไม่แน่นอนของผลการโหวตและผลกระทบต่อกำไร ได้สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น CPALL ในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
นายธนวิชช์ บุญชูวงศ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อประเด็น CPALL ว่า จากกรณีที่ CPALL กรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียมีมติไม่เห็นด้วยกับการรวมกิจการของ 3 บริษัทย่อย ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส (Counter Service), ไทยสมาร์ทคาร์ด (Thai Smart Card), และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท ACM holding ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเครือ CP
โดยเหตุผลคือ กังวลว่าการปรับโครงสร้างอาจกระทบความคล่องตัวของการดำเนินธุรกิจในอนาคต หลังจากนี้คือการโหวตของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พ.ค. 2569 ว่าจะอนุมติให้ปรับโครงสร้างหรือไม่ โดยเป็นการประชุมในหลักการ ยังไม่มีข้อมูล IFA (ขึ้นเครื่องหมาย XM 30 เม.ย. 2569)
ดังนั้น จึงมองว่าประเด็นดังกล่าวมีโอกาสทำให้สูญเสียกำไรจากบริษัทย่อย 20-25% และมีความเสี่ยงที่อาจรับรู้ผลขาดทุนระยะสั้นในธุรกิจใหม่ แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสเข้าสู่ธุรกิจ Virtual bank สำหรับในกรณีที่โหวตไม่ผ่าน โครงสร้างธุรกิจจะเหมือนเดิม
ทั้งนี้ ในมุมมองทางฝ่ายเชื่อว่ามีโอกาสเกิด overhang ระยะสั้นช่วงก่อน EGM มองเป็นโอกาสสะสมคาดว่าผู้ถือหุ้นมีแนวโน้มไม่อนุมติ แนะนำ ซื้อ CPALL ราคาเป้าหมาย 61.00 บาท
virtual bank กับความเสี่ยงกำไรหด
นาวสาวปิยะธิดา สนธิสมบัติ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า มองผลของการโหวตจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่จะเกิดขึ้นออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ กรณีที่ผู้ถือหุ้นโหวตให้โยก 3 บริษัทย่อยออกไปได้สิ่งที่อาจจะเกิดบริษัทย่อย คือ 1. ขายทั้ง 3 บ.ย่อยเข้า virtual bank และรับชำระเป็นเงินสด
หรือ 2. Swap หุ้น 3 บริษัทย่อยกับหุ้น virtual bank ซึ่งจะกระทบต่อรายได้และกำไรของ CPALL ทันที โดยเฉพาะกำไรที่ CPALL รับรู้จาก CPAXT ราว 5.6 พันล้านบาท ในปี 2568 หรือราว 20% ของกำไรสุทธิของ CPALL ในปี 2568 ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งน่าจะต้องรับรู้ผลขาดทุนในระยะแรกของ virtual bank ด้วย
แต่ในระยะยาว (5 ปี ขึ้นไป) หาก virtual bank ประสบความสำเร็จคาด CPALL จะได้ประโยชน์จาก ทั้งกำไรที่ virtual bank ส่งต่อให้ รวมทั้ง cross selling ผ่าน 7-Eleven กรณีผู้ถือหุ้นโหวตไม่ให้โยก 3 บริษัทย่อยจะไม่เกิดอะไรขึ้น โดย CPALL ยังรับรู้รายได้และกำไรของทั้ง 3 บริษัทย่อย ตามปกติ นอกจากนี้ CPAXT จะไม่ต้องลงทุน เพิ่ม (ไม่ได้เข้าไปถือ virtual bank) แต่จะเสียโอกาสการลงทุนตามกระแสฟินเทคไป
แม้ยังต้องรอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่าจะโหวตให้ดีลนี้ผ่านหรือไม่แต่ข่าวนี้ถือเป็น sentiment เชิงลบระยะสั้นต่อ CPALL เนื่องจากโครงสร้างของดีลนี้ยังไม่ชัดเจน โดยมีdownside ที่จะทำให้กำไรของ CPALL ลดลง ในกรณีที่โหวตให้ โยก 3 บริษัทย่อยออกไปได้ขณะที่ผลเชิงบวกต่อกำไรคาดจะเกิดในระยะยาว
ปัจจุบันทางฝ่ายยังคงคำแนะนำซื้อ และคงราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 59.00 บาท แต่เชื่อว่าราคาหุ้นในระหว่างที่ยังไม่มีผลโหวตจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นออกมาจะถูกกดดัน เพราะเชื่อว่านักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้าง การลงทุนของ CPALL จะขายหุ้นออกมาก่อน เพราะมีความเสี่ยงในกรณีที่โหวตให้โยก 3 บริษัทย่อยได้ซึ่งจะมีผลต่อกำไรในระยะสั้นของ CPALL ทันที โดยคาดตลาดจะให้น้ำหนักกับผลกระทบเชิงลบระยะสั้น มากกว่าผลเชิงบวกในระยะยาว
ลุ้นผลโหวต EGM
นางสาวนันทิกา เวียงเพิ่ม ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เกี่ยวกับ Virtual Bank นั้น มองว่าการตัดสินใจนี้ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการตรวจสอบ สะท้อนถึงความกังวลว่า บริษัทย่อยเหล่านี้เป็นแกนหลักของ ecosystem 7-Eleven ของ CPALL โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ การมีส่วนร่วมของลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
คณะกรรมการได้เน้นถึงความเสี่ยงหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างที่เสนอ ได้แก่ ความยืดหยุ่นในการดำเนินงานที่ลดลง ความซับซ้อนด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบในฐานะรายการที่เกี่ยวโยงกัน (related-party transaction) ภายใต้กฎของตลาดทุน
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการย้ายธุรกิจเหล่านี้ไปอยู่ภายใต้โครงสร้าง virtual bank อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางทางธุรกิจ (business neutrality) และความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีอยู่เดิม ขณะเดียวกันยังทำให้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเพิ่มเติมจากหน่วยงาน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง เป็นต้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าคณะกรรมการจะมีมุมมองเชิงลบ แต่ข้อเสนอนี้จะยังคงถูกนำเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ในวันที่ 29 พ.ค. 2569 ซึ่งจะจัดในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติของผู้ถือหุ้น จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญระยะสั้นที่ต้องติดตาม
การปรับโครงสร้างที่เสนออาจจะกดดัน sentiment ของราคาหุ้น เนื่องจากอาจลดความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเพิ่มความซับซ้อนของโครงสร้างโดยไม่จำเป็นสำหรับ CPALL หากได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น
ในด้านการมีส่วนร่วมทางการเงิน Counter Service และ Thai Smart Card มีกำไรสุทธิประมาณ 974 ล้านบาท และ 87 ล้านบาท ในปี 2567 (ประมาณ 4.2% ของกำไร CPALL ปี 2567) ขณะที่ CPAXT มีกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท ในปี 2568 (ประมาณ 18.2% ของกำไร CPALL ปี 2568 สำหรับสัดส่วนถือหุ้น 60%) ซึ่งสะท้อนถึงความมีนัยสำคัญของสินทรัพย์เหล่านี้
ทั้งนี้ในขณะนี้รายละเอียดของธุรกรรมยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ดี จากมูลค่าตลาดปัจจุบันของ CPAXT ที่ประมาณ 163,000 ล้านบาท เชื่อว่าเงื่อนไขของดีลที่อาจจะเกิดขึ้น อาจไม่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับการเข้าซื้อกิจการในอดีตของ CP Group ได้แก่ Makro (2013), Lotus’s (2020) (มูลค่าประมาณ 526,000 ล้านบาท)
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ของโครงสร้างดีลแบบไม่ใช้เงินสด (non-cash transaction) ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลด้าน valuation หุ้น ในการแลกหุ้นมากขึ้น (ถ้าเป็นแนวทางนี้)





