thansettakij
thansettakij
หุ้นมีเป็นร้อย เลือกยังไง? ทำความรู้จัก 6 ประเภทหุ้น วางกลยุทธ์ให้แม่น

หุ้นมีเป็นร้อย เลือกยังไง? ทำความรู้จัก 6 ประเภทหุ้น วางกลยุทธ์ให้แม่น

04 เม.ย. 69 | 03:16 น.
อัปเดตล่าสุด :04 เม.ย. 69 | 03:17 น.

ตลาดหุ้นมีตัวเลือกนับร้อย แต่การลงทุนจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเข้าใจ “ประเภทหุ้น” เปิด 6 กลุ่มหลักที่นักลงทุนต้องรู้ เพื่อวางกลยุทธ์ให้ตรงเป้าหมาย ลดความเสี่ยง และไม่พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทน

KEY

POINTS

  • หุ้นสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภทหลักเพื่อช่วยให้นักลงทุนวางกลยุทธ์และเลือกหุ้นได้ตรงตามเป้าหมาย
  • ประเภทหุ้นที่สำคัญ ได้แก่ หุ้นเติบโต, หุ้นปันผล, หุ้นคุณค่า, หุ้นบลูชิพ, หุ้นวัฏจักร และหุ้นตั้งรับ
  • หุ้นแต่ละประเภทมีลักษณะเด่น ความเสี่ยง และผลตอบแทนที่แตกต่างกัน เช่น หุ้นเติบโตเน้นทำกำไรจากราคาที่สูงขึ้น ส่วนหุ้นปันผลเน้นสร้างรายได้สม่ำเสมอ

อยากลงทุนหุ้นแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน? ในตลาดหลักทรัพย์มีหุ้นให้เลือกหลายร้อยตัว แต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน หากไม่เข้าใจประเภทหุ้นที่กำลังลงทุน อาจนำไปสู่กลยุทธ์ที่ไม่ตรงจุดและพลาดโอกาสทำกำไร

คำตอบสั้นๆ คือ ประเภทหุ้นสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบตามลักษณะการลงทุน ซึ่งประเภทหลักๆ ที่นักลงทุนควรรู้จัก ได้แก่ หุ้นเติบโต หุ้นปันผล หุ้นคุณค่า หุ้นบลูชิพ หุ้นวัฏจักร และหุ้นตั้งรับ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักหุ้นแต่ละประเภทอย่างเจาะลึก พร้อมแนะนำว่าแบบไหนเหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ

ประเภทหุ้น แบ่งตามอะไรได้บ้าง?

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ YUANTA ได้เปิดมุมมองว่า ประเภทหุ้นสามารถจำแนกได้ตามลักษณะของธุรกิจ อัตราการเติบโต นโยบายการจ่ายปันผล และความสัมพันธ์กับวัฏจักรเศรษฐกิจ โดย Peter Lynch นักลงทุนระดับตำนาน ได้วางแนวทางการแบ่งประเภทหุ้นที่ยังคงใช้ได้ผลดีในปัจจุบัน

6 ประเภทหุ้นที่นักลงทุนต้องรู้จัก

การรู้จักประเภทหุ้นแต่ละแบบจะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปนี้คือหุ้น 6 ประเภทหลักที่ครอบคลุมตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

1.หุ้นเติบโต (Growth Stock)
หุ้นเติบโตคือหุ้นของบริษัทที่มียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยตลาด มักเป็นบริษัทขนาดเล็กถึงกลางที่อยู่ในช่วงขยายกิจการ หุ้นกลุ่มนี้มักจ่ายปันผลน้อย เพราะนำกำไรกลับไปลงทุนต่อในธุรกิจ นักลงทุนจึงมุ่งหวัง กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เป็นหลัก แต่ก็มาพร้อมความผันผวนที่สูงกว่า

2.หุ้นปันผล (Dividend Stock)
หุ้นปันผลเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการ รายได้สม่ำเสมอ จากเงินปันผล โดยทั่วไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรมั่นคงและมีนโยบายจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง ประเภทหุ้นนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการสร้าง Passive Income

3.หุ้นคุณค่า (Value Stock)
หุ้นคุณค่าคือหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง (Intrinsic Value) มักเป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี แต่ถูกมองข้ามจากตลาด เมื่อนักลงทุนเริ่มเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ ราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

4.หุ้นบลูชิพ (Blue Chip Stock)
หุ้นบลูชิพคือหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง และมักเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ประเภทหุ้นนี้ให้ทั้งเงินปันผลที่น่าสนใจและโอกาสเติบโตในระยะยาว เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง

5.หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock)
หุ้นวัฏจักรคือหุ้นที่ผลประกอบการขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นจะสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่ช่วงขาลงอาจปรับตัวลงแรงกว่าตลาด การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จึงต้องวิเคราะห์จังหวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

6.หุ้นตั้งรับ (Defensive Stock)
หุ้นตั้งรับคือหุ้นที่ ผลประกอบการค่อนข้างคงที่ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงไหน เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค โรงพยาบาล หรือสินค้าอุปโภคบริโภค เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก หรือต้องการสร้างพอร์ตที่มีเสถียรภาพ

หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่า ประเภทหุ้นหลักๆ แบ่งได้ 6 กลุ่ม ได้แก่ หุ้นเติบโต (เน้น Capital Gain) หุ้นปันผล (เน้นรายได้สม่ำเสมอ) หุ้นคุณค่า (ของดีราคาถูก) หุ้นบลูชิพ (บริษัทใหญ่มั่นคง) หุ้นวัฏจักร (ขึ้นลงตามเศรษฐกิจ) และหุ้นตั้งรับ (ผลงานคงที่ทุกสภาวะ) แต่ละประเภทเหมาะกับเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างกัน

การเข้าใจประเภทหุ้นเหล่านี้จะช่วยให้คุณ เลือกหุ้นพื้นฐานดี ได้ตรงกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ หุ้นบลูชิพและหุ้นปันผลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะมีความผันผวนต่ำกว่าและมีประวัติผลการดำเนินงานที่ติดตามได้ง่าย เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น จึงค่อยขยายไปสู่ประเภทหุ้นอื่นๆ ที่มีโอกาสและความเสี่ยงสูงกว่า

การรู้จักประเภทหุ้นอย่างถ่องแท้คือรากฐานสำคัญของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะสนใจหุ้นเติบโตเพื่อเพิ่มมูลค่าพอร์ต หรือหุ้นปันผลเพื่อสร้างรายได้ สิ่งสำคัญคือเลือกให้ตรงกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้